Make your own free website on Tripod.com
การพูด


ลักษณะเฉพาะของภาษาไทย
คำพ้อง
คำไทยที่มาจากภาษาอังกฤษ
คำไทยที่มาจากภาษาอื่น
อักษรไทย
เว็บบอร์ด

 การพูด  มีความสำคัญต่อชีวิตมนุษย์เป็นอันมาก  ไม่ว่าจะอยู่  ณ  ที่ใด    ประกอบกิจการงานใด  
หรือคบหาสมาคมกับผู้ใด  ก็ต้องสื่อสารด้วยการพูดเสมอ  จึงมักพบว่า ผู้ที่ประสบความสำเร็จ
ในกิจธุระการงาน   การคบหาสมาคมกับผู้อื่น  ตลอดจนการทำประโยชน์แก่สังคมส่วนรวม   
 ล้วนแต่เป็นคนที่มีประสิทธิภาพในการพูดทั้งสิ้นส่วนหนึ่งของการพูดสามารถสอนและฝึกได้
 อาจกล่าวได้ว่า  การพูดเป็น   " ศาสตร ์"  มีหลักการ และกฎเกณฑ์เพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะ 
ถึงขั้นเป็นที่พอใจอีกส่วนหนึ่งเป็นความสารถพิเศษหรือศิลปะเฉพาะตัวของผู้พูดแต่ละบุคคล  
บางคนมีความสามารถที่จะตรึงผู้ฟังให้นิ่งอยู่กับที่จิตใจจดจ่ออยู่กับการฟังเรื่องที่พูด  
ผู้พูดบางคนสามารถพูดให้คนฟังหัวเราะได้ตลอดเวลา  ศิลปะเฉพาะตัวนี้
 เป็นสิ่งที่ลอกเลียนกันได้ยาก  แต่อาจพัฒนาขึ้นได้ในแต่ละบุคคล  
ซึ่งการพูดที่มีประสิทธิภาพเกิดจากการสังเกตวิธีการที่ดีและมีโอกาสฝึกฝน
                                ประเภทของการพูด   แบ่งได้  2  ประเภท  คือ
                        1.  การพูดระหว่างบุคคล  ได้แก่

      •     การทักทายปราศัย  ลักษณะการทักทายปราศัยที่ดีดังนี้
        • หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส  แสดงอาการยินดีที่ได้
          พบผู้ที่เราทักทาย
        • กล่าวคำปฏิสันถารที่เป็นที่ยอมรับกันในสังคม
           เช่น สวัสดีครับ  สวัสดีค่ะ
        • แสดงกิริยาอาการประกอบคำปฏิสันถาร
        • ข้อความที่ใช้ประกอบการทักทายควรเป็นเรื่อง
          ที่ก่อให้เกิดความสบายใจ
      •  การแนะนำตนเอง  การแนะนำเป็นสิ่งจำเป็น และมีความ
        ในการดำเนินชีวิตประจำวัน  บุคคลอาจแนะนำตนเองใน
        หลายโอกาสด้วยกัน การแนะนำตนเองมีหลักปฏิบัติดังนี้คือ  
        ต้องบอกชื่อ   นามสกุล  บอกรายละเอียดกับตัวเรา
        และบอกวัตถุประสงค์ในการแนะนำตัว
      •  การสนทนา   หมายถึง  การพูดคุยกัน  พูดจาเพื่อนสื่อสาร
        แลกเปลี่ยนความรู้  ความคิด  ความรู้สึก  และประสบการณ์   
        การรับสารที่ง่ายที่สุด    คือ  การสนทนา    
        •  คุณสมบัติของการสนทนาที่ดี  คือ
          • หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส
          • ใช้ถ้อยคำสำนวนภาษาที่ง่าย  ๆ  สุภาพ  
            คำพูดและน้ำเสียงน่าฟัง เป็นกันเองกับคู่สนทนา                                                     

                       2. การพูดในกลุ่ม     
                                         การพูดในกลุ่มเป็นกิจกรรมที่สำคัญในสมัยปัจจุบัน  ทั้งในชีวิต
ประจำวันและในการศึกษาเป็นเปิดโอกาสให้สมาชิกในกลุ่มได้ซักถาม  แสดงความคิดเห็น  
หรือเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วมาเล่าให้ฟังกัน  มีวิธีการดังต่อไปนี้

        •  เล่าถึงเนื้อหาและประเด็นประเด็นสำคัญ ๆ  ว่ามีอะไรบ้าง
        • ภาษาที่ใช้ควรเป็นภาษาที่ง่าย
        • น้ำเสียงชัดเจนน่าฟัง  เน้นเสียงในตอนที่สำคัญ   
        • ใช้กิริยาท่าทางประกอบการเล่าเรื่องตามความเหมาะสม
        • ผู้เล่าเรื่อควรจำเรื่องไดเป็นอย่างดี
        • มีการสรุปข้อคิดในตอนท้าย
                              
           

1. ความหมายของการพูด
          การพูดเป็นพฤติกรรมการสื่อสารที่ใช้กันแพร่หลายทั่วไป ผู้พูดสามารถใช้ทั้งวจนะภาษาและอวัจนะภาษา
ในการส่งสารติดต่อไปยังผู้ฟังได้ชัดเจนและรวดเร็วการพูด หมายถึง การสื่อความหมายของมนุษย์โดยการใช้เสียง
และกิริยาท่าทางเป็นเครื่องถ่ายทอดความรู้ความคิด และความรู้สึกจากผู้พูดไปสู่ผู้ฟัง
          วาทการ เป็นคำศัพท์หนึ่ง ซึ่งทางวิชาการนิยมใช้แทน การพูด พจนานุกรมราช-บัณฑิตยสถาน (2513:831)
ได้ให้ความหมายของคำว่า “วาท” หมายถึง คำพูด ถ้อยคำ,ลัทธิรวมกันเข้าเป็นวาทการ “วาทการ” หมายถึง
กิจพูดหรือกิจเกี่ยวกับถ้อยคำ, งานพูดหรืองานเกี่ยวกับถ้อยคำในการสื่อสาร การพูด หมายถึง การใช้ถ้อยคำ น้ำเสียง
รวมทั้งกิริยาอาการถ่ายทอดความรู้ความคิดและความรู้สึกของผู้พูดให้ผู้ฟังได้รับรู้และเกิดการตอบสนอง
ในการติดต่อสื่อสารด้วยการพูด ผู้พูดจะต้องระลึกว่าไม่เพียงแต่พูดเท่านั้นจะต้องรู้จักพูดให้ดีด้วย ดังนั้นการพูดที่ด
ีมีความหมายดังนี้ การพูดที่ดี คือ การใช้ถ้อยคำ น้ำเสียงรวมทั้งกิริยาอาการอย่างมีประสิทธิภาพ และถูกต้องตาม
จรรยามารยาทและประเพณีนิยมของสังคม เพื่อถ่ายทอดความคิดความรู้ ความรู้สึกและความต้องการ ที่เป็นประโยชน์
ให้ผู้ฟังได้รับรู้และเกิดการตอบสนอง สัมฤทธิ์ผลตามจุดมุ่งหมายของผู้พูดมีนักการศึกษาหลายคนให้ความหมาย
ของการพูดไว้พอจะสรุปได้ ดังนี้ การพูดคือกระบวนการสื่อสารความคิดจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่ง
โดยมีภาษาน้ำเสียงและอากัปกิริยาเป็นสื่อการพูดคือการแสดงออกถึงอารมณ์และความรู้สึกโดยใช้ภาษาและ
เสียงสื่อความหมายการพูด เป็นเครื่องมือสื่อสารที่มีอานุภาพมากที่สุดในโลกการพูด เป็นสัญลักษณ์แห่งความเข้าใจ
ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์

2. ความสำคัญของการพูด
          การพูดเป็นปัจจัยสำคัญของกระบวนการสื่อสารของมนุษย์มาแต่สมัยโบราณ คนสมัยเก่าใช้วิธีพูดด้วย
การบอกเล่าต่อๆ กันเพื่อประโยชน์ต่อการถ่ายทอดความรู้ให้แก่ลูกๆ หลานๆหรือผู้ที่มีความเกี่ยวข้องกับตน
สืบเนื่องกันมาไม่ขาดสาย ปัจจุบันการพูดก็ยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นทั้งนี้เพราะโลกได้มีความเจริญก้าวหน้า
ทางด้านเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว เกิดมีนวัตกรรมทางการศึกษา ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ได้แก่ วิทยุกระจายเสียง
วิทยุโทรทัศน์ภาพยนตร์แถบบันทึกเสียงและภาพ สื่ออิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้แพร่หลายอยู่ทั่วประเทศโดยเฉพาะ
อย่างยิ่งคือ วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์มีส่วนช่วยให้การสื่อสารทางการพูดให้เป็นประโยชน์ต่อผู้ฟัง
ทั้งในด้านการศึกษาและการเรียนรู้ทุกชนิดได้อย่างรวดเร็วอิทธิพลของคำพูดสามารถทำให้ผู้พูดประสบ
ความสำเร็จในด้านต่างๆมาแล้วจำนวนมากโดยเฉพาะอาชีพด้านการพูด เช่น ครูอาจารย์ พระสงฆ์
นักการเมือง นักประชาสัมพันธ์ ฯลฯ
          การพูดดีย่อมถือว่าเป็นคุณสมบัติเด่นที่จะสร้างศรัทธา ความเลื่อมใสให้เกิดแก่ผู้ฟังในทางพระพุทธศาสนา
ยกย่องการพูดดีว่า วจีสุจริต หรือ มธุรสวาจา เพราะเป็นการพูดในทางสร้างสรรค์ เป็นการพูดของคนฉลาด
สามารถให้เกิดประโยชน์แก่ผู้พูดและผู้ฟัง ดังสุนทรภู่จินตกวีเอกของไทยได้ประพันธ์กล่าวถึงความสำคัญของ
การพูดไว้ในสุภาษิตสอนหญิงว่า” เป็นมนุษย์สุดนิยมที่ลมปาก จะได้ยากโหยหิวเพราะชิวหา แม้นพูดดีม
ีคนเขาเมตตา จะพูดจาพิเคราะห์ให้เหมาะความ”ในนิราศภูเขาทอง ท่านสุนทรภู่ก็ได้ประพันธ์เน้นความสำคัญ
ของการพูดเอาไว้ตอนหนึ่งว่า “ ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์ มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต แม้นพูดชั่วตัวตายทำลายมิตร
จะชอบผิดในมนุษย์เพราะพูดจา “
3. จุดมุ่งหมายของการพูด
          การพูดแต่ละครั้งมีจุดมุ่งหมายต่างกัน ผู้พูดจะต้องรู้จักจุดมุ่งหมายที่พูดได้อย่างถูกต้องตรงความ
ต้องการของผู้ฟังมีนักพูดบางท่านเวลาพูดในโอกาสต่างๆ ไม่เข้าใจไม่รู้ซึ้งถึงความมุ่งหมายที่เขาต้องการให้พูด
แต่กลับไปพูดนอกเรื่องที่ไม่ตรงกับจุดมุ่งหมายที่วางไว้ ก็เป็นผลทำให้ผู้ฟังเกิดความเบื่อหน่ายไม่ได้รับประโยชน
์จากการฟังเท่าที่ควร เมื่อเป็นเช่นนี้นักพูดที่ดีจะต้องศึกษาวิเคราะห์ให้เข้าใจความมุ่งและวัตถุประสงค์ที่จะพูด
แต่ละครั้งให้ชัดเจนและพูดตรงกับความมุ่งหมายที่วางไว้ โดยกำหนดได้ดังนี้
            1) การพูดเพื่อให้ความรู้หรือข้อเท็จจริงแก่ผู้ฟังการพูดแบบนี้เป็นการพูดโดยอาศัยข้อมูลต่าง ๆ
ในเรื่องที่ผู้ฟังต้องการจะทราบ การพูดต้องพูดให้ตรงประเด็นและหัวข้อที่กำหนดให้ บางครั้งผู้พูดต้องเตรียม
อุปกรณ์ประกอบการบรรยายไปด้วย เพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจแจ่มแจ้งในเรื่องที่พูดมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ การพูด เช่นนี้
ส่วนมากจะใช้วิธีการพูดด้วยการบรรยาย อธิบาย พรรณนา เล่าเรื่อง ชี้แจง สาธิตและวิธีเสนอรายงาน ฯ
            2) การพูดเพื่อโน้มน้าวจิตใจผู้ฟังการพูดแบบนี้ ผู้พูดจะต้องใช้ศิลปะในการพูดหลายๆ แบบเพื่อจูงใจให
้ผู้ฟังเกิดความศรัทธาเลื่อมใสมีความคิดเห็นคล้อยตาม หรือกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ผู้พูดตั้งความ
มุ่งหมายไว้ เช่น การพูดชักชวนให้เลื่อมใสในลัทธิทางศาสนา การพูดให้ประชาชนเลือกตนเองเป็นผู้แทนของ
นักการเมือง การพูดโฆษณาขายสินค้าของผู้แทนบริษัท ฯ
            3) การพูดเพื่อให้เกิดความเพลิดเพลินหรือเพื่อจรรโลงใจแก่ผู้ฟังการพูดแบบนี้ ผู้พูดต้องเข้าใจว่า
บรรยากาศในการพูดก็ดี ความต้องการของผู้ฟังก็ดี เป็นการพูดที่ผู้พูดจะต้องเน้นให้ผู้ฟังเกิดความสนุกสนาน
บันเทิงควบคู่ไปกับการได้รับความรู้สึกนึกคิดที่แปลกใหม่ เล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นการพูดในลักษณะเสริมสร้าง
ความนึกคิดของผู้ฟังให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ เพื่อยกระดับจิตใจของผู้ฟังในทางที่ดีมีความสุขในขณะที่
ฟังการพูด เช่น การกล่าวคำสดุดี กล่าวคำอวยพร กล่าวขอบคุณ หรือกล่าวคำปราศรัยในงานบันเทิงต่างๆ
ที่จัดขึ้นในโอกาสต่างๆ
            4) การพูดเพื่อหาทางแก้ปัญหาหรือคำตอบต่างๆกับการพูดแบบนี้ ผู้พูดจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับเรื่อง
ที่พูดได้เป็นอย่างดีหรือสามารถตอบปัญหาต่างๆ ที่ผู้ฟังสงสัยอยากจะรู้อยากจะฟังจากผู้พูด จึงเป็นการพูด
ในเชิงวิชาการหรือในแนวทางขจัดปัญหาข้อสงสัยต่างๆ ให้ปรากฏอย่างมีเหตุมีผล บางครั้งก็เป็นการพูดเพื่อ
ตอบปัญหาของผู้ที่มีความสงสัยถามปัญหาขึ้นมา เช่น การพูดสัมมนาในทางวิชาการ การพูดตอบกระทู้
คำถามของรัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรี
            5) การพูดเพื่อแนะนำและชี้แนะเรื่องต่างๆการพูดแบบนี้ เป็นการพูดในเวลาจำกัดตามลักษณะเรื่อง
แนะนำและเวลาที่จะอำนวยให้ ส่วนมากเป็นการพูดแนะนำบุคคล แนะนำการปฏิบัติงานและลักษณะ
ของงานที่ทำของหน่วยต่างๆ การพูดให้คำแนะนำมุ่งการพูดเพื่อให้ผู้ฟังทราบเฉพาะข้อเท็จจริงต่างๆ
อย่างย่อๆ พอกับเวลา ใช้กับการรายงานตัวของผู้ใต้บังคับบัญชาต่อผู้บังคับบัญชา การแนะนำสรุปงานในหน้าท ี่
รั บผิดชอบของผู้ใต้บังคับบัญชาต่อผู้บังคับบัญชาในโอกาสตรวจเยี่ยม ฯ

4. องค์ประกอบของการพูด
         ธรรมชาติของการพูดโดยทั่วไปมีองค์ประกอบดังนี้
            1) ผู้พูด ผู้พูดทำหน้าที่ส่งสารผ่านสื่อไปให้ผู้ฟัง ดังนั้น ผู้พูดจะต้องมีความสามารถใช้ทั้งศาสตร์
และศิลปะของตนเอง ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดไปสู่ผู้ฟังให้ได้อย่างสมบูรณ์ครบถ้วน ความสามารถของ
ผู้พูดที่จะทำให้ฟังได้เข้าใจมากน้อยแค่ไหนนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับสิ่งต่อไปนี้
                     - ผู้พูดมีความสามารถในการใช้ภาษา เสียง และกิริยาท่าทางเพียงไรผู้พูดมีเจตคติต่อเรื่อง
ที่จะพูด และต่อผู้ฟังแค่ไหน ผู้พูดมีระดับความรู้ในเรื่องที่พูดมากน้อย และลึกซึ้งเพียงใดผู้พูดมีฐานะทางสังคม
พื้นฐานทางจริยธรรม และวัฒนธรรมอยู่ในระดับใด
            2) สาร เนื้อหาที่ผู้พูดส่งไปนั้นจะต้องมีคุณค่า และคุ้มค่าแก่การเสียเวลาของผู้ฟัง ดังนั้น
สารที่ผู้พูดส่งไปนั้นจะต้องเตรียมมาแล้วอย่างดี เช่น การ คัดเลือก จัดลำดับขั้นตอน และการฝึกฝนตนเองของผู้พูด
อีกส่วนหนึ่ง
            3) สื่อ หมายถึง สิ่งที่นำสารไปสู่ผู้ฟัง ได้แก่ เวลา สถานที่ อากาศ และเครื่องรับรู้ต่าง ๆ เช่น ตา หู จมูก
ลิ้น กาย นอกจากนี้ยังรวมไปถึงสื่ออิเล็กทรอนิกส์ อื่น ๆ เช่น วิทยุ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ เป็นต้น
            4) ผู้ฟัง  ผู้ฟังอยู่ในฐานะที่จะต้องรับสารของผู้พูดโดยอาศัยสื่อเป็นเครื่องนำพาผู้ฟังจะสามารถรับสาร
ได้ตรงกับเจตนาของผู้พูดได้มากน้อยหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับสิ่งอื่น ๆ เช่น ทักษะ ความพร้อม ความสนใจ พื้นความรู้
วัฒนธรรม และเจตคติของผู้ฟังอีกด้วย
             5) ปฏิกิริยาจากผู้ฟัง ในขณะที่ผู้ฟังรับสารและแปลสารนั้น ก็จะเกิดปฏิกิริยาตอบ เช่น
เมื่อพูดถูกใจหรือเป็นที่พอใจ ก็จะมีอาการผงกศรีษะ ปรบมือหัวเราะ ยิ้ม และแสดงให้เห็นถึงการชื่นชมพร้อมกับตั้งใจฟัง
แต่เมื่อพูดไม่ถูกใจหรือไม่พอใจ ก็จะมีการโห่และแสดงให้เห็นถึงความชัง และขัดแย้งต่อผู้พูด เป็นต้น

5. ส่งสารด้วยการพูด
          การพูดมีความสำคัญกับมนุษย์เราอย่างมาก ไม่ว่าจะอยู่ ณ ที่ใด ประกอบกิจกรรมใด ส่วนหนึ่ง
ของการพูดนั้นสามารถสอนและฝึกกันได้ ซึ่งการพูดที่มีประสิทธิภาพเกิดจากการสังเกตและการฝึกฝน
(การพูดที่มีประสิทธิภาพหมายถึงการพูดที่ชัดเจน พูดได้ตรงตามความคิดของผู้พูดหรือเนื้อเรื่องที่พูด
สามารถรวบรวมเนื้อหาได้ตรงประเด็น)การพูดแบ่งได้ 2 ประการ คือ การพูดระหว่างบุคคล
และ การพูดในกลุ่ม
          • การพูดระหว่างบุคคล
             เป็นการพูดที่ไม่เป็นทางการ ไม่มีเนื้อหาจำกัดแน่นอน ทั้งผู้พูดและผู้ฟังไม่ได้เตรียมตัวมาล่วงหน้า
แต่เป็นการพูดที่ใช้มากที่สุด ใช้ในชีวิตประจำวัน การพูดชนิดนี้พอจะแยกได้ดังนี้
                 1)  การทักทายปราศรัย
          การพูดชนิดนี้เป็นการช่วยสร้างสัมพันธภาพที่ดีต่อกันทั้งผู้ที่เรารู้จักอยู่แล้วหรือผู้ที่เรายังเคยไม่รู้จัก
โดยการพูดชนิดนี้ผู้พูดควรยิ้มแย้มและไม่ควรก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของผู้อื่น เมื่อเราทักทายผู้ที่อาวุโสมากกว่า
ก็ควรที่จะกล่าวคำว่า สวัสดีครับ พร้อมทั้งพนมมือไหว้ การกระทำดังกล่าวนั้นจะก่อให้เกิดไมตรีจิตแก่กัน
ทั้งผู้พูดและผู้ฟัง
                 2)  การแนะนำตนเอง
          การแนะนำตัวเองนั้นมีความสำคัญในการดำเนินชีวิตในชีวิตประจำวัน เพราะเราต้องได้พบ ได้รู้จัก
กับคนอื่นๆอยู่เสมอ การแนะนำตนเองมี 3 โอกาสสำคัญ ดังนี้
                  -  การแนะนำตนเองในที่สาธารณะ การแนะนำชนิดนี้ควรจะพูดจากันเล็กน้อยก่อนแล้ว
ค่อยแนะนำตัว มิใช่ว่าจู่ๆก็แนะนำตัวขึ้นมา
                  -  การแนะนำตนเองในการทำกิจธุระ การแนะนำชนิดนี้มักจะต้องไปพบผู้ที่ยังไม่รู้จักกันซึ่งจะต้อง
นัดหมายไว้ล่วงหน้า ควรแต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย ไปให้ตรงตามเวลานัด แนะนำตนเองด้วยน้ำเสียงที่สุภาพ
ไม่ดังหรือค่อยจนเกินไป
                  -  การแนะนำตนเองในกลุ่มย่อย ควรแนะนำตนเองเพื่อให้เกิดความเป็นกันเอง และสามารถคุย
หรือประชุมได้อย่างสะดวกใจยิ่งขึ้น
                 3)  การสนทนา
          เป็นกิจกรรมที่บุคคลสองคนหรือมากกว่านั้น พูดคุยกันเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิด ความรู้สึก
และประสบการณ์ระหว่างกันอย่างไม่เป็นทางการ แบ่งได้ 2 แบบคือ
                  -  การสนทนาระหว่างบุคคลที่คุ้นเคยกัน การสนทนาชนิดนี้ผู้พูดไม่ต้องคำนึงถึงมากนัก
แต่ก็ไม่ควรก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของกันและกัน
                  -  การสนทนากับบุคคลแรกรู้จัก ควรที่จะสำรวมถ้อยคำ กิริยา มารยาท ควรจะสังเกตว่า
คู่สนทนานั้นชอบพูดหรือชอบฟัง

          • การพูดในกลุ่ม
             การพูดในกลุ่มนั้นเป็นกิจกรรมที่สำคัญในสมัยปัจจุบัน ทั้งในชีวิตประจำวันและในการศึกษา
โดยเฉพาะในการศึกษานั้นหากมีการแบ่งกลุ่มให้ทุกคนได้ช่วยกันออกความคิดเห็น ก็จะเป็นการเสริมสร้าง
ทั้งด้านความคิด และด้านทักษะภาษา
             1)  การเล่าเรื่องที่ได้อ่านหรือฟังมา
                 การเล่าเรื่องที่ตนได้อ่านหรือฟังมานั้นไม่จำเป็นต้องเล่าทุกเหตุการณ์แต่ควรเล่าแต่ประเด็นที่สำคัญๆ
ภาษาที่ใช้เล่าก็ควรเป็นภาษาที่เข้าใจได้ง่ายๆ ใช้น้ำเสียงประกอบในการเล่าเรื่อง เช่น เน้นเสียงในตอนที่สำคัญ
รวมไปถึงการใช้กริยาท่าทางประกอบตามความเหมาะสมของเรื่องที่เล่า ผู้เล่าควรเรียงลำดับเรื่องให้ถูกต้อง
และอาจจะสรุปเป็นข้อคิดในตอนท้ายก็ได้
             2)  การเล่าเหตุการณ์
                 ในชีวิตประจำวันของเรานั้น มักจะมีเหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นได้เสมอ ในบางครั้งผู้พูดก็มีความจำเป็น
ที่จะต้องเล่าเหตุการณ์นั้นให้ผู้อื่นฟัง อาจจะเป็นเหตุการณ์ที่ประทับใจ ตื่นเต้น โดยการที่จะเล่าเหตุการณ์นั้นๆ
ให้น่าสนใจ ก็ควรที่จะเริ่มต้นด้วยการแสดงเหตุผลว่าเหตุการณ์นี้มีเรื่องที่น่าสนใจยังไง ใช้ถ้อยคำและภาษา
สำนวนที่ทำให้ผู้ฟังได้เห็นภาพ เล่าเหตุการณ์ให้ต่อเนื่องกันเพื่อผู้ฟังจะได้ติดตามเรื่องได้ดี น้ำเสียงชัดเจน
เน้นตอนที่สำคัญ ใช้ท่าทาง กิริยาประกอบในการเล่าด้วยเพื่อที่จะได้ดูเป็นธรรมชาติ แหละสุดท้ายควรที่จะ
แสดงข้อคิดเพิ่มเติมตามสมควร
6. ประเภทของการพูด
          การพูดอาจแบ่งตามเกณฑ์ต่าง ๆ ได้หลายแบบด้วยกัน ในที่นี้จะกล่าวถึงการพูดเพียง2 แบบ คือ

               • แบบที่ 1 แบ่งตามวิธีพูดมี 4 ประเภท คือ

                   1) การพูดโดยฉับพลันหรือกระทันหัน (Thelmpromptuspeech)ได้แก่การพูดที่ผู้พูดไม
่รู้ตัวมาก่อนจะต้องพูดไม่ได้มีการเตรียมตัวล่วงหน้าทั้งในด้านเนื้อเรื่องที่จะพูด แต่ก็ได้รับเชิญหรือได้รับ
มอบหมายให้พูด เช่น การพูดกล่าวอวยพรในวันเกิด กล่าวอวยพรคู่บ่าวสาว กล่าวต้อนรับผู้มาเยือน
กล่าวขอบคุณผู้มีอุปการะสนับสนุน การพูดกะทันหันนี้ หากผู้พูดได้รับเชิญในลักษณะดังกล่าวข้อที่ควร
ปฏิบัติเพื่อให้การพูดประสบความสำเร็จ ก็ควรปฏิบัติตนดังต่อไปนี้
                           - ต้องคุมสติให้มั่น อย่าประหม่าหรือตกใจตื่นเต้นจนเกินไป ทำจิตใจให้ปกติและ
สร้างความมั่นใจให้แก่ตนเองด้วยการสร้างความพึงพอใจและความยินดีที่จะได้พูดในโอกาสเช่นนั้น
                           - ให้นึกถึงประสบการณ์ต่างๆ ที่เรียนรู้หรือได้พบเห็นมา ซึ่งเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีมีประโยชน
์แก่ผู้ฟังและเป็นเรื่องราวที่เข้ากับบรรยากาศที่จะพูดแม้ว่าขณะนั้นจะมีเวลาโอกาสสั้นๆ ก่อนจะพูดก็ควรนึกคิด
รวมทั้งขณะที่เดินจากที่นั่งไปยังที่จะพูด
                           - กำหนดเรื่องที่จะพูดให้ชัดเจน กำหนดเวลาพูดให้เหมาะสมกับโอกาสและงานนั้นๆ
อย่าพูดไปโดยไม่มีการกำหนดหัวเรื่องและกำหนดเวลาไว้เพราะจะมีผลให้การพูดไม่ดี คนฟังก็เบื่อหน่าย

                    2) การพูดโดยการเตรียมการมาล่วงหน้า (The Extemperamous) การพูดแบบนี้เป็นการพูด
ที่ผู้พูดได้มีโอกาสเตรียมตัวมาก่อนคือ ผู้พูดรู้ว่าตนเองได้รับเชิญหรือจะต้องพูดในเรื่องอะไรบ้าง จึงต้องมีการ
เตรียมตัวล่วงหน้าเท่าที่โอกาสเวลาจะอำนวยให้ ดังนั้นการเตรียมในเรื่องต่างๆ ที่จะพูดเป็นคุณสมบัติสำคัญ
ที่นักพูดจะต้องปฏิบัติตนอย่างสม่ำเสมอ

                    3) การพูดโดยอาศัยอ่านจากต้นฉบับ (Thespeakingfrommanuscripts) การพูดประเภทนี้
เป็นการพูดตามต้นฉบับที่เขียนขึ้นซึ่งเป็นการเตรียมไว้ล่วงหน้าเป็นอย่างดี ส่วนมากเป็นการพูดทางพิธีการต่าง ๆ
สำคัญๆ เช่น การกล่าวเปิดงานการกล่าวรายงาน การกล่าวเปิดประชุม การกล่าวรายงานการประชุม
การกล่าวคำปราศรัย การกล่าวคำสดุดีการกล่าวคำให้โอวาท การกล่าวต้อนรับที่เป็นพิธีการสำคัญๆ ฯลฯ
การพูดประเภทนี้ผู้พูดจะต้องฝึกฝนตนในเรื่องการอ่านต้นฉบับให้คล่อง การฝึกสายตาเวลาพูดการฝึกอ่าน
ย่อหน้าวรรคตอนและคำศัพท์ที่ยากตลอดทั้งสำนวนการพูดให้เหมาะสม

                    4) การพูดโดยวิธีท่องจำ (The memorized speaking) การพูดลักษณะนี้เป็นการพูด
ที่ผู้พูดจะต้องเตรียมตัวท่องจำเนื้อหาอย่างละเอียดจากเอกสาร ตำรา หนังสือต่างๆ อย่างแม่นยำ เช่น
การท่องจำตัวเลข จำสุภาษิตคำพังเพย เนื้อหาที่สำคัญๆ การพูดแบบนี้เป็นการพูดที่ผู้พูดจะต้องใช้ความเพีย
รพยายามมากในการจดจำเนื้อหา และจะต้องมีเวลาในการเตรียมตัว เช่น การเทศน์ของพระสงฆ์
การสวดอ้อนวอนบวงสรวงพิธีกรรมของพราหมณ์ การทำพิธีกรรมทางไสยศาสตร์
และการทำพิธีกรรมของศาสนาต่างๆ เป็นต้น

                 • แบบที่ 2 แบ่งตามจำนวนผู้ฟัง มี 2 ประเภท คือ

                   1) การพูดรายบุคคล เป็นการพูดตัวต่อตัว ได้แก่ การพูดที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน เช่น
การสนทนา การสัมภาษณ์ การเล่าเรื่อง การแนะนำตัว เป็นต้น
                   2) การพูดในที่ชุมนุมชน เป็นการพูดที่มีผู้ฟังเป็นจำนวนมาก เป็นการพูดที่มีแบบแผน
ต้องมีการเตรียมตัว และฝึกฝนให้เกิดความชำนาญ การพูดประเภทนี้ได้แก่ การบรรยาย การอภิปราย
การปาฐกถา การแสดงสุนทรพจน์ เป็นต้น

7. ข้อดีของการสื่อสารด้วยคำพูด

            1) สร้างความเข้าใจให้กับผู้ฟังได้อย่างรวดเร็ว เพราะการใช้คำพูดสื่อสารกันนั้น มักจะเป็นการสื่อสาร
สองทาง ทั้งผู้พูดและผู้ฟังมีโอกาสพูดจาโต้ตอบกัน ซึ่งจะช่วยให้เกิดความเข้าใจและสะดวกรวดเร็วใน
การติดต่อสื่อสาร
            2) เป็นเครื่องมือสร้างมนุษย์สัมพันธ์กับบุคคลได้ผลที่สุด แม้แต่คนที่ไม่เคยรู้จักกันการที่ได้พบปะพูดคุย
สนทนากันได้เห็นหน้าตา อากัปกิริยา ท่าทาง บุคลิกลักษณะน้ำเสียง ท่วงทำนองการพูด ของแต่ละฝ่ายย่อม
จะมีอิทธิพลชักจูงความสนใจ ก่อให้เกิดความประทับใจความสนิทสนมเป็นกันเองได้โดยง่าย
            3) สามารถพิสูจน์ได้ว่าคำพูดที่พูดไปได้ผลหรือไม่ทันที เพราะในขณะที่พูดจาโต้ตอบกันนั้นทั้งสองฝ่าย
จะมีโอกาสเห็นปฏิกิริยาตอบสนองซึ่งกันและกัน ซึ่งจะทำให้ทราบได้ว่าสิ่งที่พูดออกไปนั้นได้ผลหรือไม่
หรือเกิดผลอย่างไร
            4) สามารถดัดแปลงแก้ไขคำพูดหรือยืดหยุ่นให้เหมาะสมกับโอกาส เวลา หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ตัวอย่างเช่น ในการพูดถึงเรื่องอะไรก็ตาม ถ้าผู้พูดสังเกตเห็นว่าผู้ฟังมีกิริยาท่าทางไม่ค่อยเข้าใจในเรื่อง
ท ี่ผู้พูดกำลังพูดอยู่ ผู้พูดอาจปรับเรื่องที่พูดให้ง่ายขึ้นเป็นต้น
8. ข้อจำกัดของการสื่อสารด้วยคำพูด

            1)  สถานที่ไม่เอื้ออำนวย ต่อการสื่อสารด้วยคำพูด เช่น สถานที่อยู่ห่างไกล หรือมีสิ่งรบกวนมาก
หรือเวลาจำกัดก็ไม่อาจใช้วิธีสื่อสารโดยการพูดให้ได้ผลได้ นอกจากนี้การสื่อสารด้วยคำพูดมักม ี
ขอบข่ายครอบคลุมผู้ฟังได้ไม่มากนัก
            2)  เรื่องสื่อสารมีความซับซ้อน หรือเป็นเรื่องนามธรรมที่เข้าใจยาก หรือเป็นเรื่องที่ต้องกล่าวรายละเอียด
ข้อมูลต่างๆมาก การใช้คำพูดเพียงประการเดียวอาจทำให้ผู้ฟังไม่เข้าใจการเขียนจะเหมาะสมกว่า
            3)  สารจากคำพูด เป็นสารที่ไม่คงทน กล่าวคือ พูดเสร็จแล้วก็ผ่านหายไปผู้ฟังไม่มีโอกาสฟังซ้ำ
หรือไม่สามารถกลับมาทบทวนทำความเข้าใจอีกครั้งหนึ่งได้ เมื่อสารนั้นไม่คงทนย่อมจะนำมา
เป็นหลักฐานไม่สะดวกนัก
            4)  มีโอกาสผิดพลาดในแง่ข้อเท็จจริง หรือผิดจากเจตนาที่แท้จริงของผู้พูดได้ง่าย เพราะผู้พูดอาจ
จะเผอเรอหรือพลาดพลั้งคำพูดต่างๆ ได้นอกจากนี้การสื่อสารด้วยคำพูดยังเปิดโอกาสให้ผู้ฟังนำคำที่ได้ฟัง
ไปตีความผิดพลาดคลาดเคลื่อนได้ เช่น จะเห็นบ่อยๆ จากบุคคลที่มีชื่อเสียงให้สัมภาษณ์ ภายหลังก็มี
การแถลงข้อเท็จจริง หรือแถลงแก้ข่าวในหนังสือพิมพ์ ในวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ เป็นต้น

9. ลักษณะของผู้พูดที่ดี

            การพูดที่ดี หมายถึง การรู้จักใช้ถ้อยคำ น้ำเสียง และบุคลิกภาพต่างๆ ของผู้พูดให้สื่อความหมาย
แก่ผู้ฟังอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งรู้จักใช้จรรยามารยาท และประเพณีนิยมอันดีงามเพื่อถ่ายทอดความรู้
ความคิด และความต้องการที่เป็นประโยชน์ให้แก่ ผู้ฟังตามจุดประสงค์ที่ตั้งไว้อย่างครบถ้วน นิพนธ์ ศศิธร
ได้กล่าวถึงการพูดที่ดีต่อชุมชนว่ามีองค์ประกอบที่สำคัญอยู่ประการ คือ
            1) การพูดที่มีถ้อยคำดี ได้แก่ถ้อยคำที่เป็นความจริงถ้อยคำที่มีประโยชน์ถ้อยคำที่เป็นที่พึงใจแก่ผู้ฟัง
            2) การพูดที่มีความเหมาะสม ได้แก่ความเหมาะสมกับกาลสมัยความเหมาะสมกับเวลาที่กำหนด
ให้ความเหมาะสมกับโอกาส
            3) การพูดที่มีความมุ่งหมาย ได้แก่ความมุ่งหมายทั่วไปความมุ่งหมายเฉพาะบุคคล
            4) การพูดที่มีศิลปะการแสดงดีการใช้กริยา สีหน้า และท่าทางให้สอดคล้องกับเรื่องการใช้เสียงชัดเจน
มีการเน้นย้ำ และจังหวะวรรคตอน
10. คุณสมบัติเบื้องต้นของนักพูดที่ดี

         นักพูดที่ดีจำต้องปรับปรุงพื้นฐานของตนให้มีคุณสมบัติที่สำคัญเบื้องต้น 5 ประการดังนี้

            1) เป็นนักฟังที่ดี นักพูดไม่ใช่ฝึกพูดอย่างเดียว ต้องฝึกฟังด้วย ต้องรู้ว่า เมื่อไรควรพูดเมื่อไรควรฟัง
การฟังผู้อื่นทำให้เราได้รับความรู้เพิ่มขึ้น หรืออย่างน้อยก็ได้ทบทวนความรู้เดิมที่เรามีอยู่แล้ว ข้อสำคัญถ้า
เลือกฟังในสิ่งที่มีประโยชน์ก็จะทำให้เพิ่มคุณค่าให้แก่ตัวเองมากขึ้น
            2) ศึกษาหาความรู้อยู่เสมอ นักพูดต้องศึกษาหาความรู้ไม่หยุดยั้ง ความรู้ที่ว่านี้นอกจากจะได้
จากการฟังแล้วความรู้ที่ได้จากการอ่านสำคัญที่สุด การอ่านเป็นวิธีตักตวงความรู้ที่รวดเร็วและรวบรัดที่สุด
นักพูดต้องรักการอ่านให้มากจะเป็นประโยชน์แก่การพูด การพูดก็จะวนเวียนอยู่ที่เดิมไม่ไปไหน พอพูดซ้ำมากๆ
เข้าก็จะเกิดความเบื่อตัวเอง เมื่อผู้พูดเบื่อตัวเองก็จะไม่มีผู้ฟังคนไหนอยากฟัง
            3) ยอมรับฟังคำวิจารณ์ นักพูดต้องยอมรับฟังวิพากษ์วิจารณ์จากผู้อื่นต้องต้อนรับทั้งคำติและชม
น้อมรับคำวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้น นำมาปรับปรุงแก้ไขตัวเอง
            4) เป็นตัวของตัวเอง นักพูดที่ดีต้องเป็นตัวของตัวเอง อย่าเลียนแบบใคร งานเลียนแบบเป็นงานที่
ไร้เกียรติไม่สร้างสรรค์ และไม่ทำความภูมิใจให้แก่ตัวเอง ถ้ามีบุคคลใดเป็นตัวอย่างในการพูดที่ดี ขอให้จดจำ
นำเอาบางสิ่งบางอย่างของเขามาลองปฏิบัติดู อย่าเลียนแบบเขาทั้งหมด จงเป็นตัวของตัวเอง ได้ของดีจาก
ใครได้ความรู้ข้อคิดดีๆจากใคร ถ้าทำได้ควรเอ่ยนามเขาให้ปรากฏ นอกจากจะได้แสดงมารยาทอันงดงามแล้ว
ยังสามารถถ่ายทอดสิ่งต่างๆ เหล่านั้นได้อย่างเต็มปากเต็มคำไม่เคอะเขินอีกด้วย
            5) มีความสุขในการถ่ายทอดความรู้ให้ผู้อื่น นักพูดต้องมีความสุขและความพอใจที่จะถ่ายทอด
ความรู้ให้แก่ผู้ฟัง และถ่ายทอดให้จบสิ้นตามที่ผู้ฟังกำหนด นอกเสียจากเวลาหรือเงื่อนไขอื่นบังคับ เมื่อหมดแล้ว
ก็แสวงหาสิ่งใหม่ทุกครั้งที่มีโอกาสพูดขอให้ถือว่าเป็นโอกาสดีที่เราจะได้ทำประโยชน์เป็นเกียรติยศที่ผู้ฟังหยิบยื่น
ให้แก่เรา ซึ่งจะทำให้มีความมุ่งมั่น ความกล้าที่จะทุ่มเทให้กับการพูดทุกครั้ง ขอให้จำง่าย ๆ ว่า
“ เป็นนักฟัง ยังศึกษา ท้าวิจารณ์ งานริเริ่ม เติมความสุข ”

11. หลักการเลือกเรื่องที่จะพูด

          ในการที่จะพูดที่ใดก็ตาม ผู้พูดควรคำนึงถึงเรื่องที่จะไปพูด ถ้าเป็นเรื่องที่ผู้พูดถนัดหรือมีความสนใจ
ก็จะทำให้ผู้พูดพูดได้ดี และถ้าเรื่องเดียวกันนั้นเป็นที่น่าสนใจของผู้ฟังด้วยผู้ฟังก็จะให้ความสนใจติดตามฟัง
ผู้พูดก็ประสบความสำเร็จในการพูด ฉะนั้นถ้าผู้พูดเลือกเรื่องที่ตนถนัดก็จะพูดได้ดีนอกจากผู้พูดจะพิจารณา
เลือกเรื่องที่ทั้งผู้พูดและผู้ฟังสนใจแล้วผู้พูดควรเลือกเรื่องที่จะให้ประโยชน์และความรู้แก่ผู้ฟัง เพราะตามหลัก
จิตวิทยานั้น คนเราชอบฟังเรื่องที่ตนจะได้รับผลประโยชน์ นอกจากนี้แล้วคนเรายังสนใจเรื่องที่เป็นแก่นสาร
ของชีวิต เรื่องที่กำลังเป็นข่าว เรื่องที่ช่วยขจัดปัญหาของผู้ฟัง เรื่องที่เกี่ยวกับความบันเทิงและงานอดิเรก ฯลฯ
12. การวิเคราะห์เรื่อง

          เมื่อผู้พูดจะไปยังที่ใดที่หนึ่งก็ตาม โดยรู้หัวข้อที่จะพูดแล้ว ขั้นตอนในการตระเตรียมไปพูดนั้นอาจแบ่ง
เป็นขั้นตอนใหญ่ๆ 2 ขั้นตอนคือ การวิเคราะห์ผู้ฟังและกาลเทศะ และการตระเตรียมเรื่องพูด
          การวิเคราะห์ผู้ฟังและกาลเทศะ (The Audience)เมื่อผู้พูดหัวข้อเรื่องที่จะพูดแล้วก็ควรจะวิเคราะห์ผู้ฟัง
และกาลเทศะ ควรรู้ว่าผู้ฟังคือ ใครมีพื้นฐานการศึกษาเพียงใด อายุเท่าไร เพศชายหรือหญิง มีอาชีพอะไร
มีจำนวนเท่าไรจะพูดที่ใด มีเวลาพูดเท่าไร ทั้งนี้จะได้ตระเตรียมเรื่องให้เหมาะกับผู้ฟังเพราะการพูดชนิดเดียวกัน
อาจเหมาะสำหรับผู้ฟังกลุ่มหนึ่งแต่อาจไม่เหมาะกับผู้ฟังอีกกลุ่มหนึ่งฉะนั้นการวิเคราะห์ผู้ฟังจึงเป็นการศึกษาถึง
ความแตกต่างระหว่างบุคคลและเปรียบได้ว่าผู้พูดได้รู้จักฟังก่อน
                 1) วัยของผู้ฟัง ผู้ฟังที่มีวัยต่างกันย่อมจะมีความสนใจและเข้าใจเรื่องที่ฟังต่างกัน การเรียนรู้ถึงอาย
ุ ก็เพื่อจะได้ทราบว่า การพูดกับคนในวัยนั้นๆควรจะใช้วิธีการพูดและคำพูดอย่างไรวัยเด็ก เด็กมีลักษณะซุกซน
ไม่อยู่นิ่งเฉย ไม่มีความอดทนฟังเรื่องได้นานๆ เบื่อง่ายชอบเรื่องสนุกสนาน ตลกขบขันชอบเล่น ฯลฯ เนื่องจาก
เด็กมีประสบการณ์ความรู้และความสนใจน้อย ดังนั้นถ้าจะพูดให้เด็กฟังหรือเขียนเรื่องให้เด็กอ่าน จึงควรจะ
เลือกเรื่องที่สนุกสนาน แฝงด้วยมุขตลกหรือเรื่องที่ให้ความบันเทิงเพลิดเพลินหรือเรื่องจินตนาการวัยรุ่น
วัยรุ่นเป็นวัยที่อยู่ในระหว่างความเป็นเด็กและผู้ใหญ่ ยังไม่บรรลุวุฒิภาวะยังไม่มีการรับผิดชอบในเรื่องใดๆ
และยังไม่เข้าใจในเหตุการณ์บางอย่างเพราะไม่มีประสบการณ์เพียงพอ แต่เด็กวัยรุ่นเป็นวัยที่อยากทดลองกับ
สิ่งใหม่ๆ (modernity) ชอบชีวิตที่ตื่นเต้น เรื่องที่ครึกครื้น เรื่องที่เกี่ยวกับโลกในอนาคต เรื่องที่เป็นแบบฉบับใน
การสร้างความก้าวหน้า ชีวิตที่ต่อสู้ฟันฝ่าอุปสรรค เรื่องที่เกี่ยวกับความกล้าหาญความภาคภูมิใจ และการ
นำชื่อเสียงมาสู่ตนเองและวงศ์ตระกูล ตลอดจนประเทศชาติฉะนั้นการเตรียมเรื่องพูดกับเด็กวัยรุ่นจึงควรมี
จุดมุ่งหมายที่มุ่งในเหตุการณ์ที่ทันสมัย แนวทางที่น่าทดลองน่ากระทำตาม การยอมรับความคิดเห็นและ
ความสามารถของวัยรุ่นอย่างเป็นมิตร การเต็มใจที่จะให้ความช่วยเหลือวัยกลางคน วัยกลางคนนี้เป็นวัยท ี่
เริ่มจากอายุ 45 ปีขึ้นไป เป็นวัยที่มีความรับผิดชอบกำลังสร้างฐานะและมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่อาชีพ การงาน
และชื่อเสียง เป็นวัยที่มุ่งมั่นในความประพฤติและอุดมคติของตนเอง รักความก้าวหน้า ความคิดอ่านกว้างขวาง
และมีประสบการณ์พอสมควร เรื่องที่ควรนำมาพูดควรเกี่ยวกับ การครองชีพ มนุษยสัมพันธ์ กฎหมาย
ความก้าวหน้าในชีวิต แนวการศึกษาของเยาวชน สังคมและความเป็นอยู่ อนาคตของเยาวชน ฯลฯ
วัยชรา คนวัยชราเป็นผู้ที่ผ่านประสบการณ์มากชอบยึดถือสิ่งที่เป็นที่พึ่งทางจิตใจ เช่น คุณธรรม เป็นผู้ท
ี่ชอบคิดและมุ่งหวังที่จะเห็นความเจริญก้าวหน้าของครอบครัววงศ์ตระกูลจึงควรเลือกเรื่องเกี่ยวกับธรรมะ
หรือเรื่องที่แฝงไว้ด้วยคุณธรรม เรื่องธรรมชาติความจำในอดีต สังคมในอดีตที่คนวัยชรามีส่วนสร้างสรรค
์หรือเกี่ยวข้อง ฯลฯ ส่วนการจัดเรื่องนั้นควรใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย พูดยกย่องความสามารถ
ชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล และควรจะพูดในทำนองผู้ปรับทุกข์
                 2) เพศของผู้ฟัง ความสนใจของผู้ฟังนั้นย่อมขึ้นอยู่กับเพศเหมือนกัน ผู้พูดควรตระเตรียมเรื่อง
ให้เหมาะสมกับเพศของผู้ฟังดังนี้เพศหญิง เพศหญิงมักสนใจในเรื่องความสวยความงาม การบ้านการเรือน
การสมาคม การแต่งกาย การเสริมสร้างบุคลิกภาพ ความเคลื่อนไหวของสังคม ความบันเทิง ฯลฯเพศชาย
เพศชายมักสนใจในเรื่องการเมือง การงาน สวัสดิภาพของครอบครัว การกีฬา เครื่องยนต์กลไก ฯลฯ
เมื่อจะพูดให้เพศชายฟัง ผู้พูดควรตระเตรียมเรื่องให้พร้อม เนื้อเรื่องและคำพูดที่ใช้นั้นควรมีเหตุผลหนักแน่น
น่าเชื่อถือ เพราะผู้ชายเป็นเพศที่จะถูกชักจูงโน้มน้าวจิตใจได้ยากกว่าเพศหญิง และเมื่อจะพูดให้เพศหญิงฟัง
ผู้พูดควรนำคำที่สุภาพ อ่อนหวานมาใช้ เพราะเพศหญิงเป็นเพศที่อารมณ์ละเอียด อ่อนไหวง่าย
                 3) ความแตกต่าง ทางความเชื่อถือและศาสนาเป็นที่ทราบกันว่าเชื้อชาติ ศาสนา จารีตประเพณี
และความเชื่อถือเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งที่คนเรายึดถือกันมาแต่ดั้งเดิม ซึ่งความเชื่อถือและหลักปฏิบัติทาง
ศาสนาบางอย่างก็เป็นการกระทำที่ไม่มีเหตุผล แต่คนในสังคมบางกลุ่มก็ยังยึดมั่นและปฏิบัติสืบต่อกันมา
ฉะนั้นผู้พูดจึงควรศึกษาและระมัดระวังในเรื่องนี้ ควรจะทราบว่าผู้ฟังส่วนใหญ่ถือศาสนาใด ยึดมั่นแนว
ปฏิบัติอย่างไร เพื่อจะได้หลีกเลี่ยงและไม่กล่าวถึง
                 4) ฐานะและอาชีพของผู้ฟัง (Class Audiences) การเรียนรู้อาชีพฐานะหรือชั้นของผู้ฟังมาก่อน
ย่อมเป็นผลกำไรของผู้พูดเพราะผู้ที่ต่างอาชีพกันย่อมมีความสนใจต่างกัน เมื่อผู้พูดรู้ว่าผู้ฟังเป็นคนชั้นใดจะได
้สามารถตระเตรียมเนื้อหาตลอดจนวิธีการพูดได้ถูกต้อง ฐานะหรือชั้น ของผู้ฟังอาจแบ่งออกได้ดังนี้
                            - ชนชั้นกลาง (The middiences ) คนชนชั้นกลางส่วนใหญ่ประกอบด้วยคนที่มีอาชีพ
การงานเป็นของตนเองเช่น พ่อค้า นักธุรกิจและผู้ที่รับราชการในขั้น “หัวหน้า” คนชั้นกลางเป็นผู้ที่มีความรู้
ความสามารถและประสบการณ์มากพอสมควรมีใจคอกว้างขวางมีความอดทนมีความเชื่อมั่นในตนเอง
พร้อมที่จะฟังข้อคิดเห็นเกี่ยวกับความเจริญก้าวหน้าในอาชีพตน เรื่องเกี่ยวกับกฎหมาย การปรับปรุง
ความเป็นอยู่ บุคลิกภาพ สิทธิพิเศษผู้พูดควรเตรียมเรื่องเศรษฐกิจการลงทุน
                            - ชนชั้นกรรมาชีพ (The Working Class) คนในชนชั้นนี้ได้แก่ ผู้ที่ใช้แรงงาน
ซึ่งได้แก่กรรมกร ผู้รับจ้าง ลูกจ้างแรงงานฯลฯ คนในชนชั้นกรรมาชีพนี้เป็นผู้ที่มีความฉลาดพอสมควร
(แต่ไม่มีโอกาสได้เรียนสูง) เป็นผู้ที่ใฝ่ใจในการทำมาหาเลี้ยงชีพ สนใจในการเมือง เศรษฐกิจ แสวงหาความ
ยุติธรรม รักพวกพ้อง และเกลียดการดูถูกเหยียดหยามฉะนั้นผู้พูดจึงควรเตรียมเรื่องด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย
ให้ความเป็นกันเอง หลีกเลี่ยงการพูดดูถูกเหยียดหยาม แต่ควรพูดในทำนองให้คำปรึกษา ให้ความเห็นใจ
และให้ผู้ฟังเกิดความภาคภูมิใจในอาชีพของตน
                            - ผู้ฟังที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ (The Expert Audience) ถ้าผู้ฟังเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ
ผู้พูดจะต้องตระเตรียมเรื่องที่พูดให้พร้อมและให้ดียิ่ง เนื้อเรื่องที่ค้นคว้ามาพูดนั้นจะต้องมีข้อมูล ข้อเท็จจริงอ้างอิง
สนับสนุน และเนื้อเรื่องที่จะนำไปพูดนั้นควรให้ผู้ที่มีความรู้ ความชำนาญในสาขาวิชานั้น ๆ ตรวจดูก่อน
                            - ผู้ฟังเรื่องทางการเมือง (The Political Audience) ถ้าผู้พูดจะต้องเตรียมเรื่องพูด
ในแนวการเมืองผู้พูดควรเตรียมตัวล่วงหน้าว่าผู้ฟังส่วนหนึ่งจะเป็นมิตรและอีกส่วนหนึ่งจะคอยคัดค้าน
ผู้พูดจะต้องเตรียมเนื้อเรื่องที่มีหลักฐานเหตุผลข้อเท็จจริงอ้างอิงได้ ข้อความต่างๆที่นำมาอ้าง หรือบุคคล
ที่เกี่ยวข้องพาดพิงกับเหตุการณ์จะต้องแน่นอน
                            - ระดับการศึกษาผู้พูดควรพิจารณาว่าผู้ฟังมีระดับการศึกษามากน้อยเพียงไร ถ้าผู้ฟัง
เป็นผู้มีการศึกษาน้อย ผู้พูดจะต้องเตรียมเรื่องด้วยภาษาง่ายๆ เนื้อหาสั้นกระทัดรัด แต่ถ้าผู้ฟังเป็นผู้มีการ
ศึกษาสูง ผู้พูดจะต้องใช้คำพูดที่มีเหตุผล มีแนวโน้มในด้านวิชาการ
                            - สถานที่ การรู้ถึงสถานที่ที่จะพูดนั้นเป็นสิ่งหนึ่งที่ผู้พูด ควรจะทราบล่วงหน้าเพื่อจะ
ได้ตระเตรียมเนื้อเรื่องและการแต่งกายได้ถูกต้องและเหมาะสม
                            - เวลา เวลาเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ทำให้การพูดประสบความสำเร็จหรือไม่ เช่น
การพูดในเวลากลางวัน หรือหลังจากอาหารกลางวันแล้วอากาศมักร้อนอบอ้าวผู้ฟังอาจนั่งฟังไม่สบายเท่าท
ี่ควรผู้พูดต้องเตรียมเรื่องพูดให้รวบรัดได้ใจความ ส่วนการพูดใกล้กับเวลาอาหารกลางวันหรือเวลาอาหารเย็น
ก็ไม่เหมาะ นอกจากนี้ผู้พูดควรทราบล่วงหน้าว่าตนมีเวลาพูดมากน้อยเพียงไร เพราะจะได้เตรียมเรื่องมาพูด
ให้พอเหมาะกับเวลา
                            - โอกาส การพูดในแต่ละโอกาสย่อมไม่เหมือนกัน เช่น การพูดให้ความรู้แก่นักเรียน
นักศึกษา ย่อมแตกต่างไปจากพูดอวยพรเนื่องในวันคล้ายวันเกิด การใช้ภาษาท่าทาง ตลอดจนการแต่งกาย
ก็เปลี่ยนไป ดังนั้นผู้พูดควรรู้ล่วงหน้าก่อนว่าตนจะพูดในโอกาสอะไร เพื่อจะได้เตรียมเนื้อเรื่องและเตรียมตัว
ไปพูดได้ถูกต้องและเหมาะสม

13. การฝึกพูด

การฝึกพูดเพื่อให้มีบุคลิกลักษณะดีนั้น เราควรจะได้ฝึกในเรื่องต่อไปนี้
          -  ท่าทาง
          -  เสียง
          -  สร้างความมั่นใจให้ตนเอง

1) ฝึกท่าทาง
          ศีรษะ เมื่อเริ่มพูดควรให้ศีรษะตั้งตรง แต่อาจจะเคลื่อนไหวได้บ้างเล็กน้อยตามเนื้อเรื่องที่พูด
สีหน้า ควรฝึกสีหน้าให้เข้ากับเนื้อเรื่องที่พูด เช่น เมื่อพูดถึงความเศร้า ก็ควรแสดงสีหน้าเศร้า เมื่อพูดถึงความกลัว
ก็แสดงสีหน้าหวาดกลัวได้ เป็นต้น ดวงตา เมื่อพูดถึงความยินดี ความกลัว ความประหลาดใจ ให้เปิดตากว้าง
ถ้าต้องการแสดงความสุภาพ ก็ให้ลดสายตาลงเบื้องต่ำ แสดงความอ่อนเพลียก็ใช้มือปิดตา เป็นต้นการใช้สายตา
เป็นสิ่งสำคัญมาก เช่น ผู้พูดที่ชอบหลบตาผู้ฟังเสมอ เป็นการแสดงออกให้เห็นถึงความไม่มั่นใจ มีความขลาด
และหวาดกลัว หรือมีสิ่งซ่อนเร้นอยู่ในใจ ในทางตรงกันข้าม ถ้าเรากล้าประสานตากับผู้ฟัง ย่อมแสดงถึงความ
บริสุทธิ์ใจ ความมั่นใจ และเป็นผลทำให้ผู้ฟังมีความศรัทธาต่อผู้พูดริมฝีปาก เป็นส่วนหนึ่งของใบหน้าที่ใช้
ประกอบการพูด เพื่อแสดงความรู้สึกให้สัมพันธ์กับการพูดได้ เช่น เมื่อพูดถึงความสุข ความขบขัน ก็บังคับ
ให้มุมปากผายออกให้เห็นรอยยิ้ม ถ้าพูดถึงเรื่องตกใจก็ให้เปิดริมฝีปากกว้าง เป็นต้นมือ อวัยวะส่วนนี้เป็น
ส่วนสำคัญมาก เพราะเราสามารถทำให้เคลื่อนไหวประกอบการพูดเพื่อแสดงความหมายได้เด่นชัด
           -  ถ้าเป็นการนั่งพูด ควรวางมือทั้งสองข้างเท้าโต๊ะอย่างสบาย อย่าเอามือเกาหน้าเกาหลังให้วุ่นวาย
           -  ถ้ายืนควรทิ้งแขนลงข้างลำตัว ส่วนมือจะแบหรือกำหลวมๆ ก็ได้ เมื่อพูดถึงข้อความบางตอน
ก็อาจใช้มือประกอบได้บ้างลำตัว ขณะที่พูดอาจโยกตัวได้บ้างเพื่อให้มีชีวิตชีวา การโยกตัวนั้นก็ควรโยก
ตั้งแต่บั้นเอวขึ้นมา อย่าโยกเฉพาะคอหรือก้น เพราะจะทำให้ดูเหมือนจำอวดหรือหนังตะลุงไป

2) ฝึกเสียง
          ระดับเสียง ควรให้ดังพอสมควร เพราะจะทำให้ผู้ฟังรู้เรื่อง และมีความสนใจที่จะติดตามฟังต่อไปน้ำเสียง
ควรให้เหมาะสมกับเนื้อเรื่อง เช่น ตื่นเต้น เศร้า ดีใจออกเสียงให้ถูกต้อง ที่ควรระวังคือ เสียง /ร/,/ล/ และตัวควบกล้ำ
ต่างๆเน้นเสียง ในตอนที่สำคัญ ๆ เพราะถ้าพูดระดับเสียงเดียวกันหมด ก็จะไม่น่าฟังเว้นจังหวะในที่ควรจะต้องเว้น
ในภาษาไทยถ้าเว้นจังหวะไม่ถูกที่ อาจทำให้ความหมายเปลี่ยนไป

3) ฝึกสร้างความมั่นใจให้ตนเอง
          การสร้างความมั่นใจให้แก่ตนเองนั้น อาจจะทำได้ โดยวิธีการศึกษาค้นคว้าเรื่องที่จะพูด และวิธีการ
พูดให้แตกฉานทุกแง่ทุกมุม ทบทวนและฝึกซ้อม จนเกิดความชำนาญ มีความแคล่วคล่องว่องไวไม่เคอะเขิน
ข้อสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ขณะที่พูดอย่าให้มีความกังวลใดๆ เป็นอันขาด ทำใจให้สบาย
คิดให้รอบคอบเสียก่อนแล้วจึงค่อยพูดออกไป อย่าพูดก่อนคิด

การฝึกหัดพูดสามารถทำได้ 3 วิธีด้วยกันคือ

         1) ฝึกพูดด้วยวิธีธรรมชาติ คือการฝึกด้วยตนเอง ชอบพูดชอบแสดงออก มีโอกาสจับไมโครโฟนเมื่อไร
่ไม่เคยปล่อยให้พลาดโอกาส อาศัยประสบการณ์ชั่วโมงบินมากๆก็อาจกลายเป็นนักพูดที่ดีได้
          2) ฝึกจากตำรา ศึกษาจากตำรับตำราก็ดีเหมือนกัน แต่อย่าลืมว่าคนที่หัดว่ายน้ำโดยอ่านจากตำรา
โดยไม่เคยกระโดดลงน้ำเลย อย่าหวังว่าจะว่ายน้ำเป็น ผู้ศึกษาจากตำราจึงต้องหาโอกาสฝึกปฏิบัติจริงๆ
ด้วยการฝึกจากงานสังคมต่างๆ หรือฝึกใช้อาชีพของตนเอง
          3) ฝึกโดยมีผู้แนะนำ หมายถึงการมีพี่เลี้ยงที่ดีๆ คอยแนะนำอาจแนะนำซักซ้อมให้เป็นส่วนตัวเป็น
ครั้งคราวหรือจัดกลุ่มฝึกพูดขึ้นมีการฝึกกันเป็นประจำ หากหาพี่เลี้ยงอย่างที่ว่านี้ไม่ได้ก็ควรสมัครเข้าอบรม
ในหลักสูตรที่เกี่ยวกับศิลปะในการพูดซึ่งมีองค์กรต่าง ๆ เปิดสอนกันอยู่มาก
14. การวางตัวและมารยาทในการพูด

           1) ก่อนการพูด หากมีผู้พูดหลายคน ผู้พูดหลักควรนำคณะไปยังเวที ถ้าเป็นคนพูดคนแรก เมื่อแล้ว
ก็ไม่ควรจะลุกไปไหน ควรจะมีมารยาทด้วยการนั่งฟังอย่างพอใจ ถ้าเป็นคนพูดหลังๆ ก็ควรแสดงความสนใจ
ที่จะฟังการพูดของคนก่อนๆ เช่นกัน อย่ามัวหมกมุ่นอยู่กับการจดข้อความย่อ หรือการเตรียมตัวเรื่องที่จะพูด
ของตนโดยเฉพาะโดยไม่สนใจการพูดของคนอื่นเพราะผู้พูดต้องการให้ผู้ฟังในที่นั้นตั้งใจฟัง ผู้ฟังจะได้ไม่เสียสมาธิ
          2) เมื่อเริ่มพูด เมื่อประธานเริ่มแนะนำ ให้ลุกขึ้นอย่างกระฉับกระเฉง ในการสงบอย่างปกติและ
ก้าวเดินไปยังที่พูด ผู้พูดควรจะมีท่าทีเป็นมิตร มีความสุภาพ ไม่โอ้อวดมีอารมณ์ขันบ้าง และรู้จักให้เกียรติผู้ฟัง
หรือรู้จักนำสิ่งที่ผู้ฟังสนใจหรือผู้ฟังเคยมีประสบการณ์มาเป็นตัวอย่าง เพื่อสร้างความรู้สึกร่วมกัน
หรือความเป็นพวกเดียวกัน
          3) ระหว่างการพูด ผู้พูดต้องสนใจอยู่ที่ความคิดและผู้ฟัง ไม่ต้องสนใจกับตัวเองว่าท่าทางเป็นอย่างไร
คนปรบมือให้หรือไม่ แต่ควรคิดแต่เรื่องที่จะพูดให้ดีที่สุดเท่านั้น
          4) หลังจากการพูดจบ เวลาจบผู้พูดไม่ควรพูดคำว่า “ขอบคุณ” เว้นแต่จำเป็นคนขอขึ้นมาพูดหรือ
ขอมาพูดเอง ถ้าพูดได้ดีจริงผู้ฟังควรจะเป็นผู้ขอบคุณเมื่อพูดคำสุดท้าย แล้วก็หยุดนิดหนึ่ง ก้มศีรษะเล็กน้อย
ให้แก่คนฟังแล้วกลับไปนั่งที่ หรือเพื่อเป็นการโอภาปราศรัย อาจกล่าวคำว่า “สวัสดี” แทน “ขอบคุณ” ก็ได้
การพูดจะได้ผลดีหรือไม่เพียงไรนั้นมิได้อยู่กับผู้พูดแต่ฝ่ายเดียว เพราะแม้ว่าผู้พูดจะมีความรู้ความสามารถ
ดีเด่นเพียงใดก็ตาม หากไม่รู้จักผู้ฟังของตนว่าชอบอย่างไร สนใจอะไร หรือไม่รู้เกี่ยวสถานการณ์ในการพูดครั้งนั้น
ผู้พูดจะไม่ประสบผลสำเร็จเลย ผู้พูดที่ดีจึงควรรู้จักวิเคราะห์ผู้ฟังและสถานการณ์การพูดเสียก่อน

15. หลักการพูดโน้มน้าวใจ

          การโน้มน้าวใจ ซึ่งเป็นพฤติกรรมการสื่อสารอย่างหนึ่งก็คือ การใช้ความพยายามเปลี่ยนความเชื่อ
ทัศนคติ ค่านิยม และการกระทำของบุคคลอื่น โดยใช้กลวิธีที่เหมาะสมให้มีผลกระทบใจของบุคคลนั้นทั้ง
โดยวัจนภาษาและอวัจนภาษา จนเกิดการยอมรับและยอมเปลี่ยนตามที่ผู้โน้มน้าวใจประสงค์ เช่น
การโฆษณาสินค้า, การหาเสียงของ ส.ส. ฯลฯ เป็นต้นการโฆษณาสินค้า เป็นการพูดจูงใจผู้ซื้อสินค้าให้เกิดสนใจ
หรือยอมรับสินค้า หรือบริการของผู้โฆษณาการโฆษณาหาเสียง เป็นการพูดจูงใจให้ผู้ฟังเกิดความเชื่อถือศรัทธา
ในตัวผู้พูดและนโยบายของผู้พูด ได้แก่ การพูดหาเสียงของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นต้น
การโฆษณาความคิดเห็น หรือ การพูดโน้มน้าวจิตใจให้ผู้อื่นคล้อยตามการโฆษณาความคิดเห็นเป็นการพูด
โน้มน้าวใจให้ผู้ฟังเปลี่ยนความคิดทัศนคติ ค่านิยมซึ่งฝังลึกอยู่ในความรู้สึกนึกคิดของผู้ฟังแล้วหัน มาสนใจ
และยอมรับความคิดเห็นของผู้พูดและกระทำตามความประสงค์ของผู้พูด ได้แก่ การประชุมหรือ
การอภิปรายในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร

16. การพูดเพื่อจรรโลงใจ

            การพูดจรรโลงใจเป็นการพูดที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อบอกเล่า สิ่งที่เป็นนามธรรมให้ผู้ฟังมีความรู้สึกที่สูงส่ง
ดีงาม และให้ได้รับคุณค่าด้านจิตใจลักษณะการพูดจรรโลงใจการพูดจรรโลงใจมีลักษณะแบบบอกเล่า
และผู้พูดใช้หลักทั่วไปของการพูดต่อชุมชน แต่ผู้พูดจะต้องปรับการพูดให้เหมาะสมกับสถานการณ์ หรือโอกาส
ของการพูดแต่ละครั้งการพูดจรรโลงใจเป็นการพูดที่ไม่มุ่งเน้นการให้ความรู้ หรือโน้มน้าวจิตใจผู้ฟังให้เชื่อตาม
ถ้อยคำของผู้พูด แต่การพูดจรรโลงใจเป็นการพูดที่ทำให้ผู้ฟังได้รับความพึงพอใจได้ผ่อนคลายอารมณ์
และทำให้มีความสุขและความเพลิดเพลิน การพูดจรรโลงใจในโอกาสต่างๆ กัน เช่น การกล่าวคำปราศรัย
การกล่าวแสดงความยินดีและไมตรีจิต และการกล่าวสั่งสอนหรือให้โอวาท การพูดจรรโลงใจมีหลักการพูด
ดังต่อไปนี้

              1) พูดตามจุดมุ่งหมายของการพูดจรรโลงใจ ให้เหมาะกับสถานการณ์ โอกาส เวลาในการพูด
              2) พูดโดยคำนึงถึงผู้ฟังผู้พูดควรพูดให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึกที่สูงส่งดีงามและชี้ให้เห็นถึงอุดมคติหรือ
ให้เห็นแนวทางในการดำเนินชีวิตจะทำให้ได้รับคุณค่าและประโยชน์การฟัง
              3) สร้างบรรยากาศในการพูด โดยแทรกอารมณ์ขันที่ทำให้ผู้ฟังผ่อนคลายหรือมีอารมณ์สุนทรี
              4) ใช้ถ้อยคำภาษา อ้างอิง คำคม หรือยกตัวอย่างต่างๆ เป็นอุทาหรณ์ที่ชัดเจนและตรงกับประสบการณ
์ ความสนใจ และทัศนคติของผู้ฟังประเภทและตัวอย่างการพูดจรรโลงใจการพูดจรรโลงใจแบ่งออกเป็น
3 ประเภท คือ
                      - พูดจรรโลงใจให้คลายทุกข์ การพูดจรรโลงใจให้บุคคลที่มีความทุกข์ได้คลายทุกข์จึงเป็น
ประโยชน์อย่างยิ่งทำให้บุคคลมีกำลังใจที่จะต่อสู้อุปสรรคต่อไป การพูดจรรโลงใจจึงช่วยปลุกปลอบใจให้ผู้มี
ความทุกข์ มีกำลังใจที่จะสร้างสรรค์ต่างๆ อันเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยไม่ท้อถอยแม้จะมีอุปสรรคสักเพียงใด
                      - พูดจรรโลงให้เพิ่มสุข การพูดจรรโลงให้ผู้ฟังมีความสุขการทำได้โดยการบอกเล่าเรื่องที่
สนุกสนานแต่มีสาระประโยชน์ผู้ฟังจะเกิดความรู้สึกเพลิดเพลิน และมองเห็นโลกนี้สวยงามน่าอยู่
ในขณะเดียวกันก็ได้รับแนวคิดที่ดีจากการฟังอีกด้วยเรื่องที่นำมาพูดจรรโลงใจให้ผู้ฟังมีความสุข ได้แก่
นิทานสนุกๆ การแนะนำหนังสือหรือแนะนำให้ฟังเพลงหรือดูละคร การท่องเที่ยวไปในสถานที่ต่างๆ เป็นต้น
                      - พูดจรรโลงใจให้คติข้อคิด การพูดจรรโลงใจให้คติข้อคิดแก่ผู้ฟัง เป็นการพูดที่ทำให้ผู้ฟังเกิด
กำลังใจที่จะทำความดีหรือนำข้อคิดต่าง ๆ จากการฟังไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ได้การพูดให้คติข้อคิดมัก
จะมีลักษณะเป็นการพูดสั่งสอน หรือให้โอวาทในโอกาสสำคัญๆหรือเมื่อเกิดเหตุการณ์หนึ่งเหตุการณ์ใดขึ้น
ซึ่งผู้พูดจะนำเอาเหตุการณ์นั้นมาบอกเล่าแก่ผู้ฟัง โดยมีจุดมุ่งหมายในการพูดเพื่อให้ผู้ฟังได้แง่คิดและ
นำข้อคิดต่าง ๆ ไปพิจารณา หรือนำไปปฏิบัติต่อไป

17. การพูดในโอกาสต่างๆ

           การพูดในโอกาสสำคัญ ๆ เป็นการพูดที่เราได้พบบ่อย ๆ ในชีวิตประจำวันของคนเราโดยเฉพาะบุคคล
ที่ได้รับยกย่องสรรเสริญจากบุคคลในสังคมต่าง ๆ ย่อมมีโอกาสได้รับเชิญให้พูดในโอกาสสำคัญ ๆ ที่มีการ
จัดงานหรือจัดกิจกรรมต่าง ๆ ทางสังคมขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้ บุคคลที่เป็นผู้นำในทางสังคม หรือเป็นผู้นำใน
หน่วยงานต่าง ๆ จะต้องฝึกฝนตนเองในการพูดในลักษณะต่างๆไว้ การพูดในโอกาสต่างๆ ที่ถือว่า
มีความสำคัญควรจะต้องฝึกฝนตนเองเอาไว้การพูดในโอกาสต่าง ๆ เท่าที่เห็นมีอยู่เสมอนั้น มีดังนี้
               - การปฏิบัติหน้าที่โฆษก
               - การปฏิบัติหน้าที่พิธีกร
               - การกล่าวแนะนำผู้พูด
               - การกล่าวอวยพร
               - การกล่าวขอบคุณผู้พูด
               - การกล่าวคำสดุดี
               - การให้โอวาท
               - การกล่าวคำปราศรัย
               - การกล่าวคำต้อนรับ
               - การกล่าวเลี้ยงส่งข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่

            17.1 การปฏิบัติหน้าที่โฆษก
                    ผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่เป็นโฆษก นอกจากจะเป็นผู้ที่มีลีลาการพูดที่น่าฟังแล้ว จะต้องเป็นผู้ที่มีไหวพริบ
และปฏิภาณดี สามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างแคล่วคล่องว่องไว ปราศจากความเก้อเขิน มีอารมณ์รื่นเริง
และแจ่มใสอยู่เสมอโฆษกที่ดีนั้นจะต้องมีลักษณะดังนี้
               1) มีความสง่าผ่าเผย
               2) เสียงดัง ชัดเจน นุ่มนวล และหนักแน่น
               3) ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
               4) มีมารยาทในการใช้ถ้อยคำดี
               5) รู้จักเลือกใช้ถ้อยคำ และเลือกเรื่องที่จะนำมาพูดได้อย่างเหมาะสม
               6) ไม่ใช้ถ้อยคำจำเจและซ้ำซาก
               7) นำเรื่องที่จะพูดให้น่าสนใจ
               8) ให้เกียรติผู้รับเชิญ และแนะนำเรื่องที่จะพูดให้น่าสนใจ

          17.2 การปฏิบัติหน้าที่พิธีกร
                  พิธีกร เป็นบุคคลสำคัญในการชักนำให้การพูดแต่ละครั้งไปสู่จุดมุ่งหมายที่วางไว้ บางครั้งพิธีกรตั้ง
อยู่ในฐานะเป็นประธาน ในที่ประชุม ผู้ทำหน้าที่เป็นพิธีกรจะต้องมีความรอบรู้รอบคอบ ละเอียดลออ
จะต้องพร้อมไปด้วยคุณสมบัติและรู้หน้าที่ดังต่อไปนี้
           - คุณสมบัติของพิธีกร
               1) ต้องได้รับการฝึกพูดมาแล้วพอสมควร
               2) มีความรอบรู้ระเบียบวิธีการพูดในที่ชุมนุมชน
               3) เป็นที่เชื่อถือของบุคคลทั่วไป
               4) เป็นผู้ยอมรับฟังความคิดเห็นของบุคคลอื่น
               5) ไม่มีอคติ
               6) มีมารยาทดีมีความอ่อนน้อมไม่ลุอำนาจต่อโทสะ
               7) มีความอดทน รู้จักอดกลั้นต่อความรู้สึกต่างๆ
               8) มีปฏิภาณดี สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว
           - หน้าที่ของพิธีกร
             พิธีกรมีหน้าที่คล้ายคลึงกับโฆษก ต่างกันที่ว่า หน้าที่พิธีกรนั้นใช้ในงานที่เป็นพิธีการที่มีผู้รับเชิญ
ให้มาพูดมากกว่า 1 คนขึ้น พิธีกรมีหน้าที่สำคัญดังต่อไปนี้
               1) วางแผนการพูดแต่ละครั้ง
               2) แนะนำกลุ่ม
               3) เชิญผู้พูดแต่ละท่านให้ขึ้นมาพูดตามลำดับ
               4) จัดระเบียบวาระของการพูดแต่ละครั้งให้เหมาะสมตามสมควรแต่โอกาส

17.3 การกล่าวแนะนำผู้พูด
               การกล่าวแนะนำผู้พูดนั้น มักจะกล่าวในโอกาสที่มีการปาฐกถา หรือในโอกาสที่มีการอภิปราย
เช่น การกล่าวแนะนำผู้ดำเนินการอภิปราย และการกล่าวแนะนำวิทยากรในการสัมมนา เป็นต้น

สรุปการกล่าวแนะนำผู้พูด

               1)  การกล่าวแนะนำผู้พูดและเรื่องที่จะพูด ต้องแนะนำให้เหมาะกับลักษณะ และอารมณ์ผู้ฟัง
               2)  การแนะนำไม่ควรต่ำกว่า 20 วินาที และไม่เกิน 2 นาที
               3)  ไม่ควรให้ตัวผู้แนะนำและคำแนะนำเด่นจนเกินไป
               4)  ไม่ควรให้ผู้พูดรู้สึกขวยเขินเพราะคำยกยอจนเกินควร
               5)  เลือกใช้คำแนะนำให้เหมาะสม
               6)  วางการแนะนำตามลำดับขั้นของอารมณ์

           17.4 การกล่าวอวยพร
                การกล่าวสุนทรพจน์ที่ใช้บ่อยที่สุด เพราะว่าสังคมไทยมักจะจัดงานมงคลต่างๆ ขึ้นเสมอ เช่น
งานมงคลสมรส ขึ้นบ้านใหม่ เลี้ยงส่ง วันขึ้นปีใหม่ ตลอดจนงานมงคลอื่นๆ ตามประเพณีที่มีมาแต่ก่อน
- การกล่าวอวยพรในงานมงคลสมรส การกล่าวในงานพิธีมงคลสมรสจะใช้เวลาไม่เกิน 10 นาที
นิยมกล่าวปากเปล่า ซึ่งมีหลักการกล่าวที่ควรยึดเป็นแนวปฏิบัติดังนี้

               1) กล่าวคำปฏิสันถาร
               2) กล่าวถึงความรู้สึกว่าเป็นเกียรติที่ได้มาอวยพร
               3) ความสัมพันธ์ของผู้พูดกับคู่บ่าวสาว
               4) ให้คำแนะนำในการดำเนินชีวิต และการครองรัก
               5) อวยพรและชักชวนให้ดื่ม

              -  การกล่าวอวยพรในวันขึ้นปีใหม่ เมื่อถึงวันที่ 1 มกราคม ของทุกปี ชาวไทยทุกคนต่างก็ทำบุญ
ตักบาตร จัดงานเลี้ยงกันอย่างเอิกเกริกในหมู่ผู้ร่วมงานเดียวกัน ในหมู่ญาติสนิทมิตรสหายการกล่าวคำอวยพร
ในวันขึ้นปีใหม่มักจะพูดปากเปล่า โดยมีแนวปฏิบัติในการกล่าวดังนี้

               1) กล่าวคำปฏิสันถาร
               2) กล่าวถึงชีวิตในปีเก่าที่ผ่านมา
               3) กล่าวถึงการเริ่มต้นชีวิตใหม่ในปีใหม่
               4) อวยพร

              -  การกล่าวอวยพรวันคล้ายวันเกิดการกล่าวอวยพรตามประเพณีนิยมนั้น มีการกล่าวอวยพร
เมื่อเสร็จจากการรับประทานอาหาร และผู้รับเชิญก็จะถือเอาผู้ที่มีอาวุโสในที่ประชุมนั้น หรือบางทีก็เป็นบุตรหัวปี
เป็นผู้กล่าวในการกล่าวพิธีเช่นดังกล่าวนี้ มีแนวปฏิบัติในการกล่าวดังนี้

               1) กล่าวคำปฏิสันถาร
               2) กล่าวรู้สึกเป็นเกียรติที่มีโอกาสกล่าวอวยพร
               3) การสร้างคุณงามความดี หรือพูดถึงความสัมพันธ์ที่ผู้พูดมีต่อท่านผู้นั้น
               4) การเป็นที่พึ่งของบุตรหลาน
               5) อวยพรให้มีความสุข

          17.5 การกล่าวขอบคุณผู้พูด
               เมื่อการพูดได้จบสิ้นลงแล้ว ผู้กล่าวแนะนำเป็นผู้กล่าวขอบคุณผู้พูดด้วยตามปรกติแล้วผู้กล่าวคำ
ขอบคุณจะกล่าวถึงเรื่องสำคัญของเรื่องที่ผู้พูดได้พูดอย่างสั้นๆ พร้อมทั้งเน้นให้เห็นว่าผู้ฟังจะได้รับประโยชน
์จากการฟังครั้งนี้ด้วยอนึ่งในกรณีการสัมมนา ซึ่งมีวิทยากร มีวิธีกล่าวขอบคุณดังนี้

              1) เริ่มด้วยการกล่าวคำขอบคุณ
              2) สรุปเนื้อหาที่วิทยากรพูดไว้อย่างสั้นๆ พร้อมทั้งกล่าวเชื้อเชิญวิทยากรไว้สำหรับการพูดครั้งต่อไป
              3) จบลงด้วยการกล่าวขอบคุณอีกครั้งหนึ่ง

17.6 การกล่าวสดุดี
                    การกล่าวสดุดีเป็นสุนทรพจน์อย่างหนึ่ง ที่ใช้พูดยกย่องสรรเสริญคุณความดีของบุคคลรวม
ทั้งผู้ที่มีชีวิตอยู่ และผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว การกล่าวสดุดีมุ่งที่จะพูดให้ผู้ฟังได้ตระหนักรำลึกถึงชีวิต
และผลงานของบุคคลนั้น การกล่าวสดุดีควรยึดแนวปฏิบัติดังนี้

                    1) กล่าวปฏิสันถาร
                    2) กล่าวถึงประวัติโดยย่อ (สำหรับผู้เสียชีวิตแล้ว)
                    3) กล่าวถึงคุณความดีหรือผลงานของบุคคลนั้น
                    4) จบลงด้วยการพูดที่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณของบุคคล

            17.7 การให้โอวาท
                    การให้โอวาท เป็นสุนทรพจน์ที่ผู้ใหญ่กล่าวกับผู้น้อย เพื่อจะให้ข้อคิด แนะนำตักเตือนและสั่งสอน
เนื่องในโอกาสสำคัญๆ เช่น พระบรมราโชวาทพระราชทานแก่บัณฑิตใหม่เนื่องในวันพระราชทานปริญญาบัตร
โอวาทของอธิการบดีในวันปฐมนิเทศนิสิตใหม่ เป็นต้น การให้โอวาทควรยึดแนวปฏิบัติในการกล่าวดังนี้

                    1) ความสำคัญของโอกาสที่ให้โอวาท
                    2) ให้หลักการ ข้อแนะนำ ตักเตือน ข้อคิดที่สมเหตุผล และอธิบายประกอบให้แจ่มแจ้ง
                    3) ถ้ามีเวลาพอก็อาจจะชี้ให้เห็นข้อบกพร่องต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นแล้วเสนอแนะวิธ ี
แก้ไขข้อบกพร่องนั้นๆ
                    4) ไม่ควรให้โอวาทหลายเรื่องพร้อม ๆ กัน
                    5) ลงท้ายด้วยการอวยชัยให้พร

             17.8 การกล่าวคำปราศรัย

                     คำปราศรัยมีลักษณะคล้ายคลึงกับสุนทรพจน์ในด้านภาษา เนื้อหา และทัศนคติของผู้กล่าว
ซึ่งสามารถจะนำไปปฏิบัติได้ คำปราศรัยที่เป็นการพูดที่เป็นพิธีการ ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องมีการเตรียม
มาก่อนเป็นอย่างดีคำปราศรัยอาจแบ่งได้เป็นประเภทต่างๆ ดังนี้

                     1) คำปราศรัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
เรียกว่า กระแสพระราชดำรัส หรือพระราชดำรัส เช่น กระแสพระราชดำรัสแก่ประชาชนชาวไทยเนื่องใน
วันขึ้นปีใหม่ เป็นต้น
                     2) คำปราศรัยในโอกาสครบรอบปี เช่น คำปราศรัยเนื่องในวันเด็ก เนื่องในวันกาชาดสากล
เนื่องในวันกรรมกรสากล เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ เป็นต้น
                     3) คำปราศรัยในงานพิธีต่างๆ ซึ่งเรียกว่า คำกล่าวเปิด…ถ้าเป็นงานที่เป็นพิธีการเรียกว่า
“คำปราศรัย” เช่น คำปราศรัยของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ในการเปิดอบรมกำนันผู้ใหญ่บ้านทั่วราชอาณาจักร
เป็นต้น
                     4) คำปราศรัยเกี่ยวกับนโยบายหรือเรื่องอื่นๆ เช่น คำปราศรัยเกี่ยวกับนโยบายการบริหารประเทศ
คำปราศรัยเกี่ยวกับการพัฒนาประเทศ เป็นต้น
                     5) คำปราศรัยซึ่งแสดงความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใหญ่กับผู้น้อย เช่น คำปราศรัยฯพณฯ
หัวหน้าคณะปฏิวัติต่อเยาวชนไทย เป็นต้น

17.9 การกล่าวคำต้อนรับ
                  ในโอกาสที่มีผู้มาใหม่ เช่น เจ้าหน้าที่ใหม่ พนักงานใหม่ นักศึกษาใหม่ หรือมีผู้มาเยี่ยมเพื่อพบปะ
ชมกิจการ การกล่าวต้อนรับควรยึดแนวปฏิบัติดังนี้

                  1) เริ่มด้วยการกล่าวแสดงความยินดีที่ได้มีโอกาสต้อนรับผู้มาใหม่
                  2) กล่าวถึงจุดมุ่งหมายในการเยี่ยมเยือน เพื่อให้เห็นว่าฝ่ายต้อนรับนั้นเห็นความสำคัญ
ของการมาเยี่ยม
                  3) แสดงความหวังว่าผู้มาเยี่ยมจะได้รับความสะดวกสบายระหว่างที่พำนักอยู่ในสถานที่นั้น
หรือระหว่างการเยี่ยมเยือนนั้น
                  4) สรุปเป็นทำนองเรียกร้องให้อาคันตุกะกลับมาเยี่ยมเยือนอีก ส่วนกรณีผู้มาใหม่ก็หวังว่า
จะได้ร่วมงานกันตลอดไปด้วยความราบรื่น

          17.10 การกล่าวเลี้ยงส่งข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่
                   ในหน่วยงานต่างๆ ถ้าหากว่ามีข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่โยกย้าย หรือออกจากงานก็ถือเป็น
ประเพณีอย่างหนึ่งที่จะต้องจัดงานเลี้ยง และมอบของที่ระลึกเพื่อแสดงความอาลัยให้

                   1) กล่าวปฏิสันถาร
                   2) กล่าวถึงความสัมพันธ์ของผู้ที่จากไปกับผู้ที่อยู่
                   3) กล่าวถึงคุณความดีทั้งในด้านการงาน และด้านส่วนตัวของผู้ที่จากไป
                   4) กล่าวถึงความอาลัยอาวรณ์ของผู้ที่
                   5) อวยพร

การพูด
  เป็นสื่อความหมายเดิมที่มนุษย์ใช้ติดต่อกันเพื่อถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดของผู้พูดไปสู่ผู้ฟัง ด้วยการใช้เสียง
ที่มีสื่อความหมาย ซึ่งเราเรียกว่า “คำพูด” รวมทั้งอากัปกิริยาท่าทางและน้ำเสียงเป็นสื่อ
   มารยาทในการพูด
1. ในการพูดต้องรู้กาลเทศะว่า เมื่อใดควรพูด เมื่อใดไม่ควรพูด เช่น ขณะรับประทานอาหาร ไม่ควรพูดเรื่อง
น่าเกลียด น่ากลัว สยดสยอง งานมงคลไม่ควรพูดเรื่องโศกเศร้า
2. พูดด้วยกิริยาที่อ่อนน้อมถ่อมตัว
3. ไม่พูดสอดแทรกหรือขัดจังหวะผู้อื่น ต้องรอให้ผู้อื่นพูดจบข้อความเสียก่อนแล้วจึงพูดต่อ
4. เรื่องที่พูดนั้นควรเป็นเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายสนใจ พอใจร่วมกัน เช่น ข่าวเหตุการณ์ที่เป็นที่สนใจ
5. พูดตรงประเด็นอาจจะออกนอกเรื่องได้บ้างเล็กน้อย เพื่อผ่อนคลายอารมณ์
6. เคารพในสิทธิและความคิดเห็นผู้อื่นตามสมควร ไม่พยายามข่มให้ผู้อื่นเชื่อถือหรือคิดเหมือนตนหรือแสดง
ว่าตนรู้ดีกว่าผู้พูดอื่น ๆ
7. ไม่กล่าวร้ายหรือนินทาผู้อื่น หลีกเลี่ยงการใช้คำที่แสดงการดูหมิ่นผู้ที่เราพูดด้วย ในขณะที่พูดควรวางตัว
ให้สุภาพเรียบร้อย ไม่แสดงว่าตนรู้ยกตนข่มท่าน
8. ต้องควบคุมอารมณ์ในขณะสนทนา หลีกเลี่ยงการใช้คำโต้แย้งรุนแรง
9. พูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส แสดงไมตรีจิตต่อกัน และแสดงความสนใจในเรื่องที่พูดด้วยท่าทางมีชีวิตชีวา
10. ใช้ภาษาสุภาพ ถ้าใช้คำคะนองบ้างก็ให้พอเหมาะแก่กาลเทศะและผู้ฟัง
11. ใช้เสียดังพอควร ไม่ตะโกน ไม่ใช้เสียงกระด้างหรือเสียงเบาเกินไป
12. ขณะที่พูดควรมองหน้าสบตาผู้พูดอีกฝ่ายหนึ่ง และต้องตั้งใจฟังคำพูดของผู้พูดอื่น ๆ และไม่กระซิบกระซาบ
กับคนนั่งข้างเคียง
     คุณสมบัติของนักพูดที่ดี
  นักพูดที่ดีจะต้องมีความสามารถหลายอย่างประกอบกันดังนี้
1. มีบุคลิกภาพน่าเชื่อถือ เช่น แต่งกายเหมาะสมกับโอกาส หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสเป็นกันเอง หรือบางครั้งอาจจะ
จริงจังบ้าง ตามควรแก่กรณี ใช้ท่าทีและท่าทางดีมีสง่าใช้อากัปกิริยาประกอบคำพูดเหมาะสม
2. มีความรู้ในเรื่องที่จะพูดเป็นอย่างดีเพื่อช่วยให้คำพูดมีความหนักแน่น มีน้ำหนัก มีความมั่นใจและสามารถ
แสดงหลักฐานอ้างอิงได้ถูกต้อง
3. มีวัตถุประสงค์แน่ชัด เช่น พูดเพื่อสนทนากันตามปกติเพื่อสังสรรค์ เพื่อความบันเทิง เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้
เพื่อปรึกษาหารือเพื่อธุระ เพื่อแก้ปัญหา เมื่อมีวัตถุประสงค์ในการพูดแน่ชัดแล้ว ก็จะเกิดการสื่อสารที่ด
ีขึ้นได้ตามควรแก่โอกาส
    หลักการของการพูด
  มีผู้ให้หลักเกณฑ์ไว้หลายแบบด้วยกัน แต่ก็มีแนวคล้าย ๆ กันแต่จะขอยกแนวทางอย่างย่อ ๆ มาให้พิจารณา
เป็นหลักยึด ดังต่อไปนี้
 หลักสิบประการของสมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย

    • จงเตรียมพร้อม
    • จงเชื่อมั่นในตัวเอง
    • จงปรากฏตัวอย่างสง่าผ่าเผย
    • จงพูดโดยใช้เสียงอันเป็นธรรมชาติ
    • จงใช้ท่าทางประกอบการพูดให้พอเหมาะ
    • จงใช้สายตาให้เป็นผลดีต่อการพูด
    • จงใช้ภาษาที่ง่ายและสุภาพ
    • จงใช้อารมณ์ขัน
    • จงจริงใจ
    • จงหมั่นฝึกหัด

    การปฏิบัติตนขณะพูด
  เมื่อผู้พูดเตรียมตัวมาดีแล้ว ถึงเวลาที่จะพูดควรปฏิบัติตนดังต่อไปนี้
1. ตรงต่อเวลา ต้องไปถึงที่ที่จะพูดก่อนเวลาเล็กน้อย เพื่อเตรียมตนเองให้มีความมั่นใจ ไม่ตื่นเวที
2. การเดินสู่ที่พูด ต้องเดินอย่างองอาจ แสดงความมั่นใจในตัวเอง
3. การแต่งกาย สุภาพ เรียบร้อย ไม่ควรสวยหรือเด่นเกินไป เพราะผู้ฟังจะหันมาสนใจการแต่งกายของ
ผู้พูดมากกว่าเรื่องที่พูด
4. ให้เกียรติผู้ฟัง
5. การใช้สายตา ไม่ควรมองต่ำหรือมองไปข้าง ๆ หรือมองชั้นบน ควรกวาดสาตามองให้ทั่ว
6. ภาษาพูด ใช้ภาษาสุภาพ ควรมีอารมณ์ขันแทรกบ้าง หน้าตายิ้มแย้มแต่ไม่สนุกจนลืมเนื้อหา
7. อุปกรณ์ประกอบการพูด จะช่วยให้เรื่องน่าสนใจมากขึ้น ควรเตรียมการใช้ให้พร้อม
8. เอกสาร หรือบันทึกย่อเพื่อเตือนความทรงจำขณะพูด
9. ต้องมีไหวพริบ
10. ไม่พูดแข่งเสียงปรบมือหรือเสียงหัวเราะ
11. รักษาเวลา
12. การจบ ควรจบแบบทิ้งท้ายให้คิด ไม่ควรจบห้วน ๆ จบด้วยเนื้อหาและน้ำเสียงที่ประทับใจ
    การเตรียมการพูดต่อหน้าชุมชน
   การพูดกับกลุ่มผู้ฟังที่มีจำนวนมาก จำเป็นต้องมีการเตรียมตัวให้ดี เพื่อให้การพูดในครั้งนั้นสัมฤทธิ์ผล
มีขอบข่ายการเตรียมดังนี้
1. การวิเคราะห์ผู้ฟัง คือผู้พูดต้องทราบข้อมูลเกี่ยวกับเพศ วัย พื้นฐานการศึกษา ความสนใจ อาชีพ ทัศนคต
ิ และสถานะทางเศรษฐกิจของผู้ฟังเพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการเตรียมตัวพูดให้เหมาะสมกับผู้ฟังส่วนใหญ่
2. การตั้งจุดประสงค์ การพูดแต่ละครั้งต้องตั้งจุดประสงค์ว่าจะพูดเพื่ออะไรจึงจะได้เตรียมเนื้อหาได
้ตรงจุดหมาย
3. การเลือกเรื่อง ถือว่าเป็นหัวใจของการเริ่มต้น ควรเลือกเรื่องให้สอดคล้องกับผู้ฟัง โอกาส กาลเทศะ
และจุดมุ่งหมายในการพูด
4. การรวบรวมเนื้อหา เป็นการนำข้อมูล จากการศึกษาค้นคว้ามาจัดลำดับหมวดหมู่ให้เหมาะสม
ก่อนนำไปพูด
5. การวางโครงเรื่อง เป็นการนำข้อมูลมาจัดระเบียบและเรียบเรียงเนื้อเรื่องที่จะพูดโดยจัดเนื้อหาสาระ
สำคัญออก 3 ส่วน คือ คำนำ เนื้อเรื่อง และบทสรุป
6. การขยายความ คือการใช้ข้อความที่เป็นข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น ภาษิต คำคม มาช่วยให้ทำให้โครง
เรื่องละเอียด พิสดาร ชัดเจน และมีความต่อเนื่องกัน
7. การใช้ถ้อยคำ คือการที่ผู้พูดรู้จักเลือกใช้ถ้อยคำ ภาษา สำนวน โวหาร ได้ถูกต้องตามระเบียบแบบแผน
และเหมาะกับกาลเทศะและบุคคล
8. การฝึกพูด คือการทดลองหรือฝึกซ้อมก่อนการพูดจริงเพื่อให้เกิดความพร้อม และมีความเชื่อมั่นในตนเองยิ่งขึ้น

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง. การพูด .เข้าถึงได้จาก :
http://e-learning.mfu.ac.th/mflu/1001103/chapter6/chapter6_1.htm
(วันที่ค้นข้อมูล 22 พฤษภาคม 2549)

นิตยา  ทองคำ. การพูดต่อหน้าประชุมชน
เข้าถึงได้จาก
: http://www.kr.ac.th/tech/nittaya48/speek00.html  
(วันที่ค้นข้อมูล 22 พฤษภาคม 2549)

ทีมงานไทยกูดวิลล์. การพูด เข้าถึงได้จาก :
http://www.thaigoodview.com/library/teachershow/pechburi/marina_wisan/work3.html 
(วันที่ค้นข้อมูล 22 พฤษภาคม 2549)