Make your own free website on Tripod.com
ลักษณะเฉพาะของภาษาไทย


การพูด
คำพ้อง
คำไทยที่มาจากภาษาอังกฤษ
คำไทยที่มาจากภาษาอื่น
อักษรไทย
เว็บบอร์ด

ลักษณะเฉพาะของภาษาไทย

ความหมายของภาษา “ภาษา” เป็นคำสันสกฤตที่มาจากรากศัพท์เดิมว่า “ภาษา” เป็นคำกริยา แปลว่า กล่าว พูด
หรือบอก เมื่อนำมาใช้จึงเปลี่ยนรูปเป็น “ภาษา” ซึ่งมีความหมายตามรูปศัพท์ว่า คำพูดหรือถ้อยคำ นอกจากนี้ยัง
มีผู้ให้ความหมายคำว่า “ภาษา” ไว้หลายท่านดังนี้
พระยาอนุมานราชธน (๒๕๑๗ : ๒๓) กล่าวว่า ภาษาเป็นวิธีทำความเข้าใจกันระหว่างคนกับคนซึ่งสามารถทำได้
้หลายวิธี เช่น เขียนรูปให้ดู ตีเกราะ เคาะไม้ เป็นต้น ส่วนความหมายของภาษาในวิชานิรุกติศาสตร์นั้น หมายถึง
วิธีที่มนุษย์แสดงความในใจเพื่อให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รู้ โดยใช้เสียงพูดที่นึกไว้แล้วพูดออกมาและมีความหมายที่เข้าใจ
ตรงกัน วิจินตน์ ภานุพงศ์ (๒๕๒๗ : ๕) กล่าวว่า ภาษา หมายถึงเสียงพูดที่มีระเบียบและมีความหมาย ซึ่งมนุษย์
์ใช้ในการสื่อสาร
ความคิด ความรู้สึก ความต้องการ และใช้ในการประกอบกิจกรรมร่วมกัน
อาจกล่าวโดยสรุปว่า “ภาษา” หมายถึง เครื่องมือในการสื่อความหมายซึ่งใช้ถ่ายทอดความคิด ความรู้สึก
ความต้องการของตนให้ผู้อื่นทราบ ไม่ว่าจะเป็นเสียงพูด ถ้อยคำ กิริยาอาการ หรือสัญลักษณ์ต่าง ๆ
ความสำคัญของภาษา
๑. ภาษาเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร มนุษย์ต้องใช้ภาษาพูดจาสื่อสารกับคนที่อยู่รอบข้างเพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจ
ความคิด ความต้องการ เพื่อบอกเล่าไต่ถามความรู้และอื่น ๆ
๒. ภาษาเป็นพลังในการรวมตัวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนในสังคม ภาษามีบทบาทสำคัญที่ทำให้
คนในชาติ ซึ่งพูดภาษาเดียวกันมีความผูกพันต่อกัน มีความสำนึกในเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนา
ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม
๓. ภาษาเป็นภาพสะท้อนความเจริญทางสังคม ภาษาประจำชาติที่ใช้สืบต่อถ่ายทอดกันมานั้นจะผูกพันกับ
สังคมของผู้ใช้ภาษาอย่างใกล้ชิด คำศัพท์ที่มีในภาษาจะแสดงให้เห็นลักษณะความเป็นอยู่ อาหารการกิน
ความเชื่อ ทรัพยากรธรรมชาติ ฯลฯ ของสังคมนั้น ความเจริญก้าวหน้าของสังคมย่อมมีผลต่อภาษาด้วย
ดังนั้นภาษาจึงเป็นหลักฐานแสดงอารยธรรมต่าง ๆ ของสังคม เช่น ศิลปะ ศาสนา วิทยาศาสตร์ ฯลฯ
๔. ภาษาเป็นเครื่องมือในการบันทึกและถ่ายทอดทางวัฒนธรรม โดยที่ภาษาเป็นสัญลักษณ์ที่กำหนดเพื่อ
แสดงความรู้สึกนึกคิด และความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ก็เป็นผลิตผลของวัฒนธรรมหรือแบบแผนชีวิตของ
สังคมมนุษย์ ดังนั้น ภาษาย่อมจะแสดงความรู้สึกนึกคิด ทัศนะ และค่านิยมทางสังคมไว้ไม่มากก็น้อย
ด้วยเหตุนี้ หากต้องการเข้าใจวัฒนธรรมของผู้ใช้ภาษาใด ก็อาจใช้ภาษานั้นเป็นข้อมูลเพื่อสืบกันได้ และ
ในทางตรงกันข้าม หากเราไม่เข้าใจความหมายของถ้อยคำในภาษาใดอย่างชัดเจน ก็อาจศึกษาวัฒนธรรม
ของผู้ใช้ภาษานั้น เพื่อหาความรู้ว่าทำไมเขาจึงพูดหรือใช้คำนั้นได้เช่นเดียวกัน
ประเภทของภาษาภาษาที่มนุษย์ใช้กันทั่ว ๆ ไปในชีวิตประจำวันนั้นอาจแบ่งได้เป็น ๒ ประเภท คือ
๑. ภาษาที่ใช้ถ้อยคำ หรือ วัจนภาษา (Verbal Language) คือ การสื่อความหมายโดยใช้ถ้อยคำ ซึ่งอาจ
เป็นคำพูดหรือตัวอักษรก็ได้
๒. ภาษาที่ไม่ใช้ถ้อยคำ หรือ อวัจนภาษา (Non - Verbal Language) คือ กิริยาอาการต่าง ๆ ของมนุษย
์ที่ปรากฏและสามารถสื่อความได้ เช่น การใช้ท่าทาง (อาการ) สีหน้า สายตา น้ำเสียง วัตถุ เวลา สถานที่
และอื่น ๆ อวัจนภาษานี้เป็นส่วนประกอบหรือเสริมวัจนภาษาให้เด่นชัดและมีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น
ลักษณะเฉพาะของภาษาไทยภาษาไทยมีลักษณะเฉพาะของตนเองแตกต่างจากภาษาอื่น และการที่จะใช้
ภาษาไทยให้ได้ผลกับความมุ่งหมาย จะต้องรู้จักภาษาไทยอย่างถ่องแท้เสียก่อน ดังจะกล่าวต่อไปนี้
๑. ภาษาไทยมีตัวอักษรเป็นของตนเอง ซึ่งเป็นที่น่าภาคภูมิใจยิ่งนักเพราะบางชาติไม่มีภาษาของตนเองใช
้ ยังต้องใช้ภาษาของชาติอื่นอยู่ หรือบางชาติมีภาษาของตนเองใช้แต่ต้องใช้ตัวอักษรของชาติอื่น ซึ่งต่างกับ
ชาติไทยเราที่มีตัวอักษรเป็นของตนเอง ซึ่งตัวอักษรที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมีดังนี้
๑.๑ ตัวอักษรแทนเสียงแท้ คือ สระ มี ๓๒ เสียง และมีรูป ๒๑ รูป เช่น ะ คือ วิสรรชนีย์, า คือ ลากข้าง เป็นต้น
๑.๒ ตัวอักษรแทนเสียงแปร คือ พยัญชนะ มี ๔๔ ตัว เช่น ก, ข, ฃ, ค เป็นต้น
๑.๓ ตัวอักษรแทนเสียงดนตรี คือ วรรณยุกต์ มี ๕ เสียง ๔ รูป ได้แก่ ไม้เอก ( อ่ ), ไม้โท ( อ้ ),ไม้ตรี ( อ๊ ),
ไม้จัตวา ( อ๋ ) และเสียงสามัญจะไม่มีรูป
๑.๔ ตัวอักษรแทนจำนวน คือ ตัวเลข ได้แก่ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๐
๒. ภาษาไทยแท้เป็นภาษาที่มีพยางค์เดียว คำพยางค์เดียวจะออกเสียงชัดเจน มีความหมายที่ผู้ฟังสามารถ
เข้าใจได้ทันที เช่น พ่อ, แม่, นั่ง, นอน, เดิน, เสือ, ลิง ฯลฯ
๓. ภาษาไทยแท้มีตัวสะกดตามมาตรา มาตราตัวสะกดมี ๘ มาตรา คือ คำไทยแท้จะมีตัวสะกดตาม
มาตราและไม่มีการันต์ ดังนี้


แม่กก ใช้ “ก” เป็นตัวสะกด
แม่กด ใช้ “ด” เป็นตัวสะกด
แม่กบ ใช้ “บ” เป็นตัวสะกด
แม่กง ใช้ “ง” เป็นตัวสะกด
แม่กม ใช้ “ม” เป็นตัวสะกด
แม่กน ใช้ “น” เป็นตัวสะกด
แม่เกย ใช้ “ย” เป็นตัวสะกด
แม่เกอว ใช้ “ว” เป็นตัวสะกด


ตัวอย่างเช่น มาก, ขาด, นับ, ของ, โยม, คน, ร่วงโรย, ขาว ฯลฯ
คำไทยแท้ที่ไม่มีตัวสะกดเราเรียกว่า แม่ ก.กา เช่น ไป, มา, ดี ฯลฯ

นอกจากนี้ยังมีคำไทยที่ยืมมาจากภาษาอื่น จะสังเกตได้จากการเขียนตัวสะกดตามรูปเดิมภาษาเดิม
แต่การออกเสียงจะออกเสียงตามมาตราตัวสะกดของไทย เช่น
แม่กก ข ค ฆ ตัวอย่าง เลข โรค เมฆ
แม่กด จ ร ซ ฏ ฐ ท ตัวอย่าง กิจ ราช ก๊าซ ชัฏ รัฐ บาท
แม่กบ ป พ ฟ ภ ตัวอย่าง รูป ภาพ กราฟ ลาภ
แม่กน ณ ญ ร ล ฬ ตัวอย่าง คุณ บุญ การ กาล กาฬ
๔. ภาษาไทยมีรูปสระวางไว้หลายตำแหน่ง
?  ข้างหน้าพยัญชนะ เช่น ไป, เสแสร้ง
?  ข้างหลังพยัญชนะ เช่น จะ, มา
?  ข้างบนพยัญชนะ เช่น ดี, กัน

?  ข้างล่างพยัญชนะ เช่น ครู, สู้
?  ทั้งข้างหน้าและข้างหลัง เช่น เขา, เธอ
?  ทั้งข้างหน้าและข้างบน เช่น เป็น, เสียง, คิด
๕. ภาษไทยเป็นภาษาคำโดดมีความหมายหลายอย่าง จึงทำให้มีคำมากขึ้นตามความต้องการ
จะสังเกตได้จากข้อความที่ประกอบหรือบริบท ถ้าคำทำหน้าที่ต่างกันความหมายก็ต่างกัน
ตัวอย่างเช่น “เขาสนุกสนานกันในห้องนั้น แต่น่าแปลกใจว่าทำไมเขากันไม่ให้กันเข้าไปในห้อง”
คำว่า “กัน” ทั้ง ๓ คำ มีความหมายต่างกันดังนี้
“กัน” คำที่หนึ่ง เป็นสรรพนาม แสดงจำนวนประมาณว่ามากกว่าหนึ่ง
“กัน” คำที่สอง เป็นกริยา หมายถึงการขัดขวางไม่ให้กระทำอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง
“กัน” คำที่สาม เป็นสรรพนาม แสดงถึงผู้พูดแทนคำว่า “ฉัน”
๖. ภาษาไทยมีความประณีต มีคำที่มีความหมายหลักเหมือนกัน แต่มีความหมายเฉพาะต่างกัน ตัวอย่างเช่น
การทำให้ขาดจากกัน มีคำว่า ตัด หั่น แล่ เชือด เฉือน สับ ฯ
การทำอาหารให้สุก มีคำว่า ปิ้ง ย่าง ต้ม ตุ๋น ทอด ฯ
บุพบทบอกสถานที่ (ติดกัน) มีคำว่า ใกล้ ชิด แนบ ข้าง ฯ
การเลือกใช้คำในการเขียนหรือการพูดจะต้องเลือกให้ถูก ถ้าเลือกผิด ความหมายก็จะเปลี่ยนไปด้วย
๗. ภาษาไทยเป็นภาษาเรียงคำ การเรียงคำในภาษาไทยเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง การเปลี่ยนตำแหน่งของคำ
ความหมายของคำก็จะเปลี่ยนไปด้วย เช่น
พ่อแม่ เลี้ยง ลูก
ลูก เลี้ยง พ่อแม่ เป็นต้น
๘. ภาษาไทยมีคำบางคำที่มีเสียงสัมพันธ์กับความหมาย คำที่ประสมสระเอ มักจะมีความหมายไปในทา
งที่ไม่ตรง เช่นเข เก เป๋ โซเซ รวนเร ฯลฯ คำที่ประสมสระออ มี “ม” หรือ “น” สะกด จะมีความหมายไปใน
ทางงอหรือโน้มเข้าหากัน เช่น งอนง้อ อ้อมค้อม น้อม อ้อม ฯลฯ
๙. ภาษาไทยเป็นภาษาดนตรี การเปลี่ยนแปลงภาษาไทยที่สำคัญที่สุด และทำให้ภาษาไทยเป็นภาษา
ที่มีอัจฉริยลักษณะน่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนระดับเสียงของคำ หรือเรียกว่า “วรรณยุกต์”
วรรณยุกต์ไทยมี ๕ ระดับ คือ เสียงสามัญ เอก โท ตรี จัตวา มีเครื่องหมายแสดงระดับเสียง
เรียกว่า “รูปวรรณยุกต์” และการที่เรามีรูปวรรณยุกต์ ๕ เสียงนี้เองจึงทำให้ภาษาไทยมีลักษณะพิเศษดังต่อไปนี้
๙.๑ มีคำใช้มากขึ้น ทำให้ภาษาขยายตัว เพราะมีการเปลี่ยนระดับเสียง และก็มีการเปลี่ยนความหมาย
ตัวอย่างเช่น
ขาว หมายถึง สีชนิดหนึ่ง, กระจ่างแจ้ง
ข่าว หมายถึง คำบอกเล่า
ข้าว หมายถึง พืชที่ใช้เมล็ดเป็นอาหาร
๙.๒ มีความไพเราะ เพราะระดับเสียงต่าง ๆ ของคำทำให้เกิดเป็นเสียงดนตรี จัดอยู่ในจำพวกภาษาดนตรี
(Musical language) ถ้าผู้ใช้เลือกคำให้เหมาะจะเกิดเสียงไพเราะและเกิดมโนภาพชัดเจน ตัวอย่างเช่น
“ตะลึงเหลียวเปลี่ยวเปล่าให้เหงาหงิม
สุชลปริ่มเปี่ยมเหยาะเผาะเผาะผอย”
จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นได้ว่า การใช้เสียงสูงต่ำสลับกันทำให้เกิดความไพเราะ ด้วยเหตุนี้คนไทยจึง
ประพันธ์บทร้อยกรองได้จนได้ชื่อว่าเป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอนเพราะลักษณะของภาษาเอื้ออยู่แล้ว
.๓ มีจังหวะและคำคล้องจอง ภาษาไทยเป็นภาษาคำโดด แต่ละคำตัดจากกันได้โดยไม่เสียความหมาย
จึงสามารถเขียนหรือออกเสียงให้เป็นจังหวะได้ ซึ่งเป็นประโยชน์ในการเน้นความและเกิดความกะทัดรัด
นอกจากนั้นยังนิยมให้มีเสียงคล้องจองกันอีกด้วย จึงทำให้ภาษาไทยทั้งเขียนทั้งพูดไพเราะยิ่งขึ้น ไม่ใช่แต
่ในคำประพันธ์เท่านั้น แม้ภาษาความเรียงก็มีจังหวะและความคล้องจองได้ ตัวอย่างเช่น

  • ฉันได้รับ / จดหมาย / ของเธอแล้ว
  • ฉันมีธุระ / จะต้องรีบไป มีจังหวะ
  • เร็ว / เข้าหน่อย
  • ใครดี / ก็ว่าดี / มีอะไร / ก็ว่ามา
  • ฉันก็รู้อยู่แน่ว่า / เขาจะไม่ค้าน / แต่มันก็สะท้านชอบกล มีความคล้องจอง

๙.๔ มีการเลียนเสียงธรรมชาติและเลียนสำเนียงภาษาได้ทุกภาษา ภาษาไทยมีพยัญชนะที่มีพื้นเสียงต่างกัน
เป็นสามพวก คือ ไตรยางค์ และยังมีรูปวรรณยุกต์บังคับทำให้มีเสียงสูงต่ำต่างกันถึง ๕ ระดับ จึงสามารถ
เลียนเสียงต่าง ๆ ได้ใกล้เคียงที่สุด นอกจากนี้ในการพูดภาษาต่างประเทศ คนไทยก็ได้ชื่อว่าพูดภาษาใดก็
ออกเสียงได้ใกล้เคียงเจ้าของภาษามากกว่าชาติอื่น ตัวอย่างเช่น การเลียนเสียงภาษาต่างประเทศ เต้าเจี้ยว
ตั้งฉ่าย (จีน) ฟุตบอล ชิลลิง (อังกฤษ) ซังติม กาแฟ (ฝรั่งเศส) ฉับ ๆ สรง (เขมร) ฟูจิ ปิ่นโต (ญี่ปุ่น)
การใช้คำเลียนเสียงธรรมชาติทำให้เกิดภาพพจน์อย่างดียิ่ง
ฟ้าร้องครืน ๆ ลูกไก่ร้องเจี๊ยบ
ฝนตกจั้ก ๆ ระฆังดังเหง่งหง่าง
๑๐. ภาษาเขียนมีวรรคตอน ภาษาพูดมีจังหวะ ด้วยเหตุที่ภาษาไทยมีวิธีเขียนคำต่อกัน ไม่มีการเว้นระยะ
ระหว่างคำ เมื่อจบความจึงมีการเว้นวรรค วรรคตอนจึงเป็นเรื่องสำคัญในภาษาไทย ในเรื่องการ
แบ่งความ การเขียนถ้าเว้นวรรคตอนผิด ความหมายก็จะเปลี่ยนไป การพูดก็ต้องเว้นจังหวะให้ถูกที่เช่นเดียวกัน
ถ้าหยุดผิดจังหวะ ความหมายก็จะเปลี่ยนไป ตัวอย่างเช่น

  • พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียพันตำลึงทอง หมายถึง นิ่งเสียดีกว่าพูด
  • พูดไปสองไพเบี้ย นิ่ง เสียพันตำลึงทอง หมายถึง ยิ่งนิ่งยิ่งเสียหายมาก

๑๑. ภาษาไทยเป็นภาษาที่มีลักษณนาม ลักษณนามคือ นามที่บอกลักษณะของนามข้างหน้า ซึ่งเป็นสิ่งที่
เราผู้เป็นเจ้าของภาษาควรรักษาเอาไว้ และใช้ให้ถูกต้อง ตัวอย่างเช่น
๑๑.๑ ลักษณนามใช้ตามหลังจำนวนนับ เพื่อบอกให้รู้ลักษณะต่าง ๆ ของนามนั้น เช่น

  • ผ้า ๒ ผืน
  • ผ้า ๒ พับ
  • ผ้า ๒ ม้วน

สังเกตได้ว่า คำว่า ผืน, พับ, ม้วน บอกลักษณะของผ้าว่าต่างกันอย่างไร เป็นคำที่แสดงให้เห็นภาพอย่างชัดเจน
๑๑.๒ ใช้ตามหลังนามเมื่อต้องการเน้นหนักและบอกให้รู้ลักษณะ เช่น

  • ฉันต้องการแหวนวงนั้น
  • กระดาษ รีมหนึ่งมีกี่ แผ่น
  • น้ำอัดลมขวดใหญ่ราคากี่บาท

ลักษณนามทำให้เราเข้าใจลักษณะการมองเห็นภาพของนามข้างหน้า ภาษาไทยมีลักษณะที่แปลกจาก
ภาษาอื่น เราจึงควรรักษาไว้เป็นเอกลักษณ์ของภาษา
๑๒. ภาษาไทยเป็นภาษาที่มีระดับของคำ แบ่งเป็น
๑๒.๑ ราชาศัพท์ ชาติไทยเป็นชาติที่มีวัฒนธรรมสูงส่งมาแต่โบราณ ได้รับการยกย่องไปในนานาประเทศ
ที่มีสัมพันธไมตรีกับไทย โดยเฉพาะในเรื่องการคารวะผู้มีอาวุโส ซึ่งแสดงออกทั้งทางกิริยามารยาทและ
การใช้ภาษา บุคคลในสังคมย่อมต่างกันด้วยวัย ด้วยวุฒิ ลำดับญาติ ลำดับชั้นปกครอง ฯลฯ
ภาษาไทยมีอัจฉริยลักษณะอย่างหนึ่งคือ การใช้คำเหมาะแก่บุคคล จนมีผู้กล่าวว่า “คนไทยพูดกันแม้ไม่เห็น
ตัวก็ทราบได้ทันทีว่าผู้พูด ผู้ฟัง เป็นหญิงหรือชาย เด็กหรือผู้ใหญ่” ทั้งนี้เพราะการใช้ถ้อยคำเหมาะแก่บุคคลนั้น
จะบ่งบอกไว้อย่างถนัดชัดเจน เป็นความงดงามทั้งในทางภาษา วัฒนธรรม และสังคม ในทางภาษาจะได้
้เห็นศิลปะของการใช้ภาษา ในทางสังคมจะได้เห็นวัฒนธรรมทางขนบประเพณี
๑๒.๒ คำบอกลักษณะโดยเฉพาะ ตัวอย่าง
ล้าง = ทำให้สะอาด ชำระด้วยน้ำ ใช้กับคนทั่ว ๆ ไป
แต่เมื่อใช้กับ “ผม” ต้องใช้ สระผม
เมื่อใช้กับ “เสื้อผ้า” ต้องใช้ ซักเสื้อผ้า
ความมีชื่อเสียง = ในทางดี = ลือชาปรากฏ โด่งดัง
ในทางไม่ดี = อื้อฉาว กระฉ่อน
๑๒.๓ ภาษาธรรมดากับภาษากวี คำบางคำที่ไทยนำมาจากภาษาอื่นมีความหมายอย่างเดียวกับคำไทย
จะนำมาใช้ในภาษาธรรมดาไม่ได้ คงใช้แต่ในคำประพันธ์เท่านั้น ตัวอย่างเช่น
หญิง = สตรี กานดา กัลยา นงราม นงนุช นุชนาฎ นงพงา พนิต ยุพยง เยาวเรศ บังอร อนงค์ ฯลฯ
อาทิตย์ = ตะวัน ไถง ทินกร ทิพากร ภาณุมาศ สุรีย์ รวิ อาภากร สุริยัน ฯลฯ
๑๓. ภาษาไทยมีคำพ้องเสียงพ้องรูป แบ่งเป็น
๑๓.๑ คำพ้องเสียง ภาษาต่าง ๆ ทุกภาษาย่อมมีการยืมคำภาษาอื่นมาใช้ ถ้ายืมมาจากภาษาเขียนก็รักษา
ตัวอักษรเดิมไว้ แต่ออกเสียงให้สะดวกในภาษาของตน ภาษาไทยรับภาษาบาลีสันสกฤต เขมรฯ ก็นำมาปรับ
ให้เข้ากับเสียงในภาษาไทย คำเหล่านั้นในภาษาเดิมออกเสียงต่างกัน แต่เมื่อนำมาปรับใช้ในภาษาไทย
ตัวอักษรต่างกัน แต่ออกเสียงเหมือนกันจึงเป็นคำพ้องเสียง คือมีเสียงพ้องกัน แต่ความหมายต่างกัน

ในการเขียนต้องเขียนให้ถูก มิฉะนั้นความหมายจะเปลี่ยนไป ตัวอย่างเช่น
๑) กาน - ตัดให้เตียน (ท.) การณ์ - เหตุ
กาฬ - ดำ กานต์ - เป็นที่รัก
กาล - เวลา กานท์ - บทกลอน
การ - กิจ งาน ธุระ
๒) สัน - สิ่งที่มีลักษณะนูนสูง เป็นแนวยาว,
- ส่วนหนาของมีดหรือขวานที่อยู่ตรงข้ามกับคม (ท.)
สรร - เลือก คัด
สรรพ์ - ทั้งหมด
สรรค์ - สร้าง
สันต์ - สงบ
สันทน์ - พูดจา
ศัลย์ - ลูกศร ของมีปลายแปลม (เช่น ศัลยแพทย์ - แพทย์ผ่าตัด)
สัณฑ์ - ที่รก ที่ทึบ
สัณห์ - ละมุนละม่อม สุภาพ นิ่มนวล
๑๓.๒ คำพ้องรูป คำพ้องรูป คือ คำที่มีรูปเหมือนกันแต่ออกเสียงต่างกัน ด้วยเหตุที่คำไทยเขียนตัวอักษรติดกัน
ไม่แยกคำเป็นช่วง ๆ จึงทำให้รูปคำเหมือนกันแต่ความหมายต่างกัน ต้องเข้าใจความจึงจะใช้ได้ ตัวอย่างเช่น
เรือนรก - เรือ-นรก = เรือที่ไม่ดี หรือที่มีการฆ่ากัน
- เรือน-รก = เรือนรกรุงรัง
เพลา - เพ-ลา = เวลา
- เพลา = เบา ๆ หรือตัก
ตากลม - (นั่ง) ตาก-ลม = นั่งเล่น
- ตา-กลม = นัยน์ตา-กลม
ขอบอกขอบใจ - ขอ-บอก-ขอบ-ใจ = บอกขอบใจ
- ขอบ-อก-ขอบ-ใจ = คำซ้อนเน้นความ
คำพ้องรูป มีความสำคัญในเรื่องการออกเสียง ถ้าออกเสียงผิดความหมายจะผิดพลาดตามไปด้วย
๑๔. ภาษาไทยมักจะละคำบางคำ (ส่วนมากเป็นภาษาพูด) การละคำบางคำทำให้ประโยคบางประโยค
มีความหมายไม่แน่ชัด อาจทำให้เข้าใจเป็นสองทาง ตัวอย่างเช่น
โต๊ะสองตัวนี้ของเธอ
โต๊ะของเธอสองตัวนี้ ละคำว่า “คือ” หรือ “เป็น”
สองตัวนี้โต๊ะของเธอ
ฉันไปโรงเรียนเวลา ๘.๐๐ น. = ละคำบุรพบท “ที่” หรือ “ถึง” ฯลฯ
การละคำไว้ในฐานที่เข้าใจทำให้เกิดความสับสนในการใช้ภาษาได้ง่าย



๑๕. ภาษาพูดมีคำเสริมแสดงความสุภาพ ภาษาพูดมีคำเสริมท้ายประโยค เช่น
แสดงความสุภาพ เช่น เถิด ซิ นะ จ๊ะ คะ ครับ ฯลฯ
แสดงความไม่สุภาพ เช่น โว้ย ฯลฯ
แสดงความรู้สึก เช่น นะจ๊ะ ฯลฯ
๑๖. การลงเสียงหนักเบาทำให้หน้าที่ของคำเปลี่ยนไป การออกเสียงในภาษาไทยที่มีเสียงหนักเบาไม่เท่ากัน
ทุกพยางค์ ทั้งที่เป็นคำไทยแท้และคำที่มาจากภาษาอื่น การออกเสียงหนักเบายังอาจแยกให้เห็นความหมาย
ที่แตกต่างกันได้ เพราะทำหน้าที่ผิดกัน เช่น
- ถ้ามันเสียก็แก้เสียให้ดี
“เสีย” คำแรกเป็นคำกริยา ลงเสียงหนัก หมายถึง “เสื่อมคุณภาพ”
“เสีย” คำหลัง เสียงเบา เป็นคำวิเศษณ์เสริมเพื่อเน้นความหมาย “ให้เสร็จไป”
ในการพูดจึงต้องระมัดระวังในการออกเสียงหนักเบาให้ถูกต้อง
๑๗. การสร้างคำ ภาษาทุกภาษาย่อมมีการขยายตัวตามความเจริญของมนุษย์ เมื่อสังคมกว้างขึ้น
ภาษาก็ต้องขยายตัวไปตามความต้องการของมนุษย์ นักภาษาได้ประมวลวิธีการขยายตัวออกไปเป็น ๘ ทาง
ภาษาไทยก็ได้ขยายตัวไปตามลักษณะนั้นซึ่งการสร้างคำของภาษาไทย โดยเฉพาะการประสมคำ
ถ้าผู้ใช้ภาษาไม่เข้าใจหลักการใช้ให้ถูกต้อง เว้นวรรคในการเขียน เว้นจังหวะในการพูดผิดพลาดไป
อาจทำให้ความหมายไม่ตรงตามความต้องการได้ ดังนั้นเราควรศึกษาลักษณะเฉพาะของภาษาไทย
วิธีการเขียนและวิธีการใช้ภาษาไทยให้ถ่องแท้ก่อนนำไปใช้ เพื่อความถูกต้องในการสื่อความหมายทาง
ด้านการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียนต่อไป
-------------------------
หนังสืออ้างอิง :
กาญจนา นาคสกุล และคนอื่นๆ. การใช้ภาษา. กรุงเทพฯ : เคล็ดไทย, 2521.
ไขศิริ ปราโมท ณ อยุธยา และคนอื่นๆ . ภาษาไทย 3. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : เคล็ดไทย, 2521.
ชลธิชา กลัดอยู่ และคนอื่นๆ. การใช้ภาษา. พระนคร : เคล็ดไทย, 2517.
ผะอบ โปษกฤษณะ. ลักษณะเฉพาะของภาษาไทย. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ : รวมสาส์น, 2538.
สนิท ตั้งทวี. ความรู้และทักษะทางภาษา. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, 2538.
อรทัย วิมลโนธ และคนอื่นๆ. ภาษาไทย 2. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2540.
อุปกิตศิลปสาร, พระยา. [นิ่ม กาญจนชีวะ] ชุมนุมนิพนธ์ อ.ก.น. กรุงเทพฯ : บรรณาคาร, 2516.
. หลักภาษาไทย. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช, 2514.